ความเดิมตอนที่แล้ว
ในเช้าของวันเสาร์ รามิลได้ฝันถึงหญิงสาวคนหนึ่งมาขอความช่วยเหลือจากเขา ในขณะเดียวกันชีวานนท์ได้รับการติดต่อจากอุษา อดีตแฟนสาวที่เลิกรากันไป อีกด้านหนึ่งผกากรองต้องคิดหนักกับการขอความช่วยเหลือของเจนภพ ผู้เป็นน้องชายของเธอ และได้กล่าวถึงสุนีย์สาวงามผู้มีรักมั่นให้กับรามิล ส่วนรามิลนั้นจู่ ๆ ได้เป็นลมไปขณะที่เขาอยู่ที่ร้านเบเกอรี่ของตนเอง
✤✤✤✤✤✤✤✤✤
เพล้ง!
เสียงถ้วยกาแฟหล่นลงพื้น เมื่อมือของชีวานนท์ปัดไปโดนขณะกำลังชงกาแฟอยู่
" ไม่มีอะไรครับ ไอ้วาเอง แฮ่ ๆ "
พร้อมกับชูมือขึ้นเหมือนนักเรียนขานรับเวลาคุณครูเรียกชื่อ
" วันนี้เป็นอะไรว่ะไอ้วา เหม่อตั้งแต่เช้าแล้ว มีอะไรไม่สบายใจป่าว? บอกพี่ได้นะ "
ตรีกิจเอ่ยขึ้นเมื่อเดินมาถึงขณะชีวานนท์ก้มเก็บเศษถ้วยที่แตกอยู่
" ป่าวครับป๋า ผมก็ซุ่มซ่ามตามปกตินั่นแหละคับ "
แต่ไม่ทันไรเขากลับเหม่อจนเศษแก้วบาดมือเข้าให้
" อูย... แม่งบาดมืออีก วันซวยอะไรของกูว่ะเนี่ย! "
" เฮ้อ! พี่ว่าเอ็งอาการหนักแล้วว่ะ ใจลอยไปถึงไหนกันว้า!... ไปทำแผลก่อนไป! "
ตั้งแต่รับสายอุษาเมื่อเช้า ชีวานนท์เหมือนจะจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
' นี่มึงยังรักเขาอยู่หรือว่ะไอ้วา... ทำไมถึงรู้สึกเจ็บจี๊ดที่หัวใจแบบนี้ว่ะ '
ใช่...ลึก ๆแล้วเขาไม่เคยลืมอุษาเลย และนี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขายังครองตัวเป็นโสด แต่ขณะที่เขากำลังรำพึงถึงอุษาอยู่นั้น
' เฮ้ย! ไอ้หน้าหวานคนนั้นอีกแล้ว!..มันจะตามหลอกหลอนกูไปถึงไหนว่ะ '
ทันใดนั้นภาพของไอ้หน้าหวานได้แทรกมาในความคิดของเขา ชีวานนท์เกิดความกังวลใจแปลก ๆ ซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้นได้ นั่นคือ เป็นห่วงไอ้หน้าหวานคนนั้น คนที่เขาไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อ...
✤✤✤✤✤✤✤✤✤
" พี่มิล ! เป็นอะไรไปค่ะพี่มิล เกด! โทรเรียกรถพยาบาลเร็วเข้า "
สุนีย์เอ่ยเสียงตระหนกหลังจากวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามากอดร่างของรามิลไว้ มือข้างหนึ่งเขย่าหน้าเขาเพื่อเรียกสติ
หน้าสวยของเธอนั้นเต็มไปด้วยความห่วงใย
รามิลปรือตามองเพียงครู่ก่อนเขาจะหมดสติไป
************
เวลาประมาณ 17.40 น. ที่ร้านดอกไม้ Moon' s Flower
หลังจากไปถึงโรงพยาบาลแล้ว หมอบอกว่าเพราะร่างกายอ่อนเพลียจากการพักผ่อนไม่เพียงพอจึงทำให้หน้ามืดและเป็นลมไป เมื่อให้น้ำเกลือแล้วจึงอนุญาตให้รามิล กลับบ้านได้
ในห้องนอนของรามิล
หน้าหวานนั้นดูซีดเซียวขณะนั่งอยู่ปลายเตียงกับเพ็ญแข และสุนีย์ยืนพิงโต๊ะเขียนหนังสือมองดูเขาด้วยความเป็นห่วง
" ตามิลทำไมถึงปล่อยให้ตัวเองเป็นแบบนี้ละลูก! แล้วดูหน้าสิน่ะ..ซีดเซียวดูไม่ได้เลย....นี่ดีนะตอนล้มหัวไม่ได้ไปฟาดกับอะไรเข้า แล้วเจ็บตรงไหนบ้างไหม?! ไหนก้มหัวมาสิขอป้าดูหน่อยเผื่อมีรอยช้ำรอยบวมป้าจะได้ทายาให้... "
เพ็ญแขเอ็ดรามิล พร้อมกับสำรวจดูทั่วทั้งตัวของหลานชาย รามิลได้แต่ยิ้มให้เจื่อนกับความวิตกเกินเหตุของเพ็ญแข
" ไม่เจ็บไม่ปวดตรงไหนหรอกคับป้า มิลแค่เป็นลมเองนะคับ พอหมอให้น้ำเกลือก็รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว นี่ดูสิคับ "
พลางเบ่งกล้ามอวดเพ็ญแข แล้วพูดต่อว่า
" ป้าน่ะชอบห่วงมิลจนเกินเหตุอยู่เรื่อยเลยนะคับ "
รามิลพยายามทำเสียงสดใสเพื่อให้เพ็ญแขเลิกกังวล ก่อนจะหันไปมองสุนีย์
" ขอบใจมากนะนีย์ "
" ไม่เป็นไรค่ะพี่มิล เป็นหน้าที่ของนีย์อยู่แล้วค่ะ "
สุนีย์ทรุดตัวลงนั่งอีกข้างพร้อมกับยื่นมือไปจับมือของรามิล ส่งสายตาเน้นย้ำคำพูดของเธอ
" นีย์สัญญาแล้วไงค่ะ ว่านีย์จะอยู่เคียงข้างและคอยดูแลพี่มิลเสมอ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และนีย์ก็เป็นคนรักษาสัญญาค่ะ "
ขณะเพ็ญแขมองดูอาการนั้นด้วยสีหน้าที่สุนีย์เดาใจไม่ถูก และเหมือนเธอจะนึกบางอย่างได้จึงดึงมือตนเองกลับ
" เอ่อ...ขอโทษค่ะคุณป้า นีย์แค่เป็นห่วงพี่มิลน่ะคะ งั้นนีย์ว่า นีย์กลับก่อนดีกว่านะค่ะ พี่มิลจะได้พักผ่อน แล้วนีย์จะโทรหาเมื่อถึงบ้านแล้วนะค่ะ... นีย์กลับแล้วค่ะคุณป้า... ลาล่ะค่ะ "
รามิลเพียงพยักหน้าขณะเพ็ญแขยกมือรับไหว้จากสุนีย์พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
ทั้งสองจะมองตามร่างระหงของเธอที่ออกจากห้องไปและหันมาสบตากันหลังจากนั้น
" ป้าว่าหนูนีย์ทั้งน่ารักและนิสัยดีนะมิล มิลเองก็ไม่ได้คบหากับใครอยู่ ทำไมไม่ลองเปิดใจให้หนูนีย์ดูบ้างล่ะ "
" มิลว่า เราคุยเรื่องนีย์กันเข้าใจแล้วนะคับป้า และมิลก็ไม่อยากคุยซ้ำอีก "
รามิลพูดอย่างตรงไปตรงมา และเพ็ญแขคงจะลืมกระมังว่าหลานชายตนนั้นไม่ชอบการพูดเรื่องเดิมซ้ำซาก
" จ่ะ!... ป้าแค่อยากให้มิล เป็นฝั่งเป็นฝาก็เท่านั้นเอง ถ้าป้าเกิดเป็นอะไรไปกะทันหันจะได้ไม่ต้องห่วง แต่ถ้ามิลยังอยู่ลอยไปลอยมาแบบนี้ ถ้าป้าตายไปแล้วได้เจอป๊ากับม๊าของมิล บนสวรรค์ จะให้ป้ามองหน้าพวกเขาติดได้ยังไงล่ะจริงไหม? "
เพ็ญแขพยายามให้เหตุผลพลันน้ำตาคลอเบ้าเมื่อนึกถึงการจากไปอย่างกะทันหันของพ่อและแม่รามิล
รามิลเห็นดังนั้นจึงเอื้อมมือไปโอบเธอไว้เพื่อเป็นการปลอบโยน
" ป้าอย่าพูดแบบนี้สิครับ ป้ายังสวยและยังสาวอยู่เลย ยังไงป้าก็ต้องอยู่กับมิลอีกนานเลยล่ะคับ เชื่อมิลสิ.. ส่วนเรื่องของมิลถึงไม่มีใครมิลก็อยู่ได้ครับ "
รามิลซบไหล่ของเพ็ญแขและกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นแล้วพูดต่อว่า
" จริง ๆ แล้วมิลน่ะ ตั้งใจจะอยู่ดูแลป้าแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ครับเพราะมิลคิดว่าในโลกนี้คงไม่มีผู้หญิงคนไหนที่รักมิลเท่าป้าอีกแล้วล่ะคับ เอ?!หรือว่าป้าเบื่อมิลแล้วหรือคับ?!! "
รามิลแสดงอาการออดอ้อนป้าของตน
" หัดปากหวานตั้งแต่เมื่อไรกันนะตามิล "
เพ็ญแขหันมาหยิกแก้มหลานชาย ขณะที่เขาหันหน้ามาสบตากับเธอ
" มิลพูดจริงนะครับป้า แล้วอีกอย่างมิลว่า ป๊ากับม๊าท่านคงเข้าใจมิลครับ "
คำพูดและท่าทางของรามิล ทำให้เพ็ญแขรู้สึกดีขึ้นและเธอคงเข้าใจความรู้สึกของรามิลมากขึ้นด้วยเช่นกัน
รามิลอิงไหล่ของเพ็ญแขมองดูพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดินผ่านกระถางมะลิและกระถางกระบองเพ็ชร ซึ่งตั้งคู่กันบนวงกบหน้าต่าง ใช่แล้ว...แม่เขาชอบดอกมะลิ
' มิลคิดถึงม๊ากับป๊าจังคับ ถ้าได้นอนหนุนตักแล้วให้ม๊าเกาหลังให้จนมิลหลับไป มิลก็คงจะรู้สึกดีขึ้นเหมือนทุก ๆ ครั้ง แต่ตอนนี้ไม่มีม๊าแล้ว... มิลไม่รู้จะจัดการความรู้สึกที่เป็นอยู่นี้ยังไงดีครับม๊า "
รามิลเลื่อนสายตาไปมองรูปที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ ซึ่งเป็นรูปสุดท้ายที่ถ่ายร่วมกับพ่อและแม่ของเขาเมื่อ 7 ปีก่อน
เขามองอยู่แบบนั้นเนิ่นนานก่อนจะผล็อยหลับไป
✤✤✤✤✤✤✤✤
7 ปีที่แล้ว
อาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม 2549 ขึ้น 4 ค่ำเดือน 10
พสุธาและดุจดาวลงมากรุงเทพ ฯ เพื่อฉลองวันเกิดครบ 18 ปีของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนโดยเฉพาะ ถึงแม้ว่างานที่ต่างจังหวัดจะยุ่งมากก็ตามแต่สำหรับลูกชายแล้ว เขามาก่อนสิ่งอื่นใดเสมอ
บรรยากาศการฉลองวันเกิดปีนี้ไม่ได้ต่างจากปีก่อน ๆ ตื่นเช้าตักบาตรพร้อมกัน กลางวันไปทานอาหารมื้อพิเศษที่ร้านประจำของป้าแถวเยาวราช พอตกเย็นมีงานเลี้ยงเล็ก ๆ ที่บ้านและที่ลืมไม่ได้คือเค้กช็อคโกแลต ของโปรดของรามิล ซึ่งทั้งหมดนี้อาจจะดูเรียบง่ายหากแต่ความรู้สึกนั้นเต็มตื้นด้วยความสุขล้นในใจ
ครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุดของรามิล ดังนั้นทุก ๆ ปี รามิลจึงมักจะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากกว่าเพื่อนฝูงในวันพิเศษของเขา
คืนนั้นรามิลเข้านอนประมาณ 4 ทุ่มเพราะเขามีเรียนในตอนเช้า ส่วนคนอื่น ๆ ยังคงนั่งคุยกันที่ชั้นล่าง เหตุการณ์เหมือนจะดำเนินไปตามปกติจนกระทั่งตกดึก!!
รามิลสะดุ้งตื่นและเมื่อลืมตาขึ้นก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าตนเองนอนอยู่บนพื้นถนน
' เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?! ' เขาลุกขึ้นมองรอบตัวด้วยความหวาดกลัวอย่างที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อน พยายามนึกว่าเคยมาที่นี่หรือไม่และคำตอบที่ได้คือ ' ไม่ '
รามิลมองไปบนถนนสำทะมึนว่างเปล่านั้นบรรยากาศโดยรอบเริ่มสลัวและมืดลงเรื่อย ๆ และในที่สุดก็มืดจนมองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือตนเอง ทันใดนั้น! สายฝนพลันเทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก
รามิลวิ่งหาที่หลบทันที จังหวะที่ฟ้าแลบเขามองเห็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เขามุ่งไปที่นั่นโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด ร่างโปร่งเริ่มสั่นเพราะฤทธิ์ฝนเขารู้สึกเย็นยะเยือกจนต้องกอดตัวเองไว้แต่มันไม่ได้ช่วยให้อุ่นขึ้นแม้แต่น้อย
' เอ๊ะ! เหมือนมีใครเดินตามเราอยู่ ' รามิลรู้สึกอย่างนั้น จึงหันขวับไปมอง สอดส่ายสายตามองหาบางอย่าง หากมีเพียงความมืดมิด นั่นทำให้เขารู้สึกใจคอไม่ดีนัก
ในขณะที่ฝนตกหนักขึ้น ฟ้าแลบแปลบปลาบสลับกับเสียงฟ้าร้องดังขึ้นเป็นระยะ ๆ พร้อมทั้งลมกรรโชกแรง
' นี่มันพายุเข้าหรือไงนะ '
รามิลเร่งฝีเท้าขึ้นอีก
' อ้าว! ต้นไม้หายไปไหนแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะเนี่ย?! ...ใช่!..เราต้องหาป๊ากับม๊าให้เจอ '
ความคิดนั้นผุดขึ้นมา ซึ่ง รามิลไม่รู้ว่าทำไมต้องหา แต่ในใจเขาร้อนรนผิดปกติ ลางสังหรณ์บอกว่าจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น
รามิลพยายามเพ่งสายตาฝ่าม่านฝนดพทะมึนนั้น เหมือนสวรรค์มีตา แว็บเดียวที่ฟ้าแลบเขาเห็นบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่
' ป๊าม๊า ' รามิลออกวิ่ง ๆ ๆ และวิ่ง แต่วิ่งเท่าไรก็ไม่ถึงสักที เขาตะโกนเรียกสุดเสียงแต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา พ่อกับแม่ไกลออกไปเรื่อย ๆ
พลัน! มีดวงไฟจ้าขึ้นตรงหน้าและวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว!... รามิลจ้องด้วยในระทึกจะหลบไปทางอื่นก็ไม่ทันแล้ว!.. ไม่ถึงวินาทีรถบรรทุกคันใหญ่พุ่งชนที่ร่างโปร่งและวิ่งหายวับไปในความมืด แต่... ' อ๊าก!!!!! เอ๊ะ?! ทำไมมันฝ่าตัวเราไปได้ล่ะ นี่เราตายไปแล้วหรือ?! ' รามิลตกใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขารู้สึกหมุนเคว้งเหมือนกับโลกหมุนเร็วขึ้น...ก่อนเขาจะทรุดลงกับพื้นถนน
รามิลลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เมื่อสายฝนสงบลง ฟ้าที่เคยมืดสนิทมีจันทร์เสี้ยวส่องสว่างพอเห็นรอบตัวได้ลาง ๆ ทุกอย่างหยุดนิ่งจนน่าอึดอัด จนกระทั่งมีค้างคาวบินเฉียดเขาไป ' เรายังไม่ตาย!.. '
แต่ไม่ทันไร!
" เอี๊ยด!!! " รามิลสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงล้อรถลากกับพื้นถนน ตามด้วยเสียงวัตถุชนกันดังโครม! สนั่นหวั่นไหว เสียงสัญญาณกันขโมยหวีดก้องในความมืดตามมาติดๆ
เขาหันไปมองทันที... แค่นึกร่างเขาพลันปรากฏที่กองเพลิงนั้นเพียงชั่วพริบตา
รามิลมองฝากระโปรงรถที่ยุบจนไม่เหลือสภาพเดิม กระจกหน้าแตกยับ มีควันขโมงจากเครื่องยนต์สลับกับประกายไฟวาบขึ้นเป็นช่วงๆ น้ำมันเครื่องนองเต็มพื้นถนน กลิ่นเหม็นไหม้ลอยปะทะจมูก ไอร้อนจากไฟที่ลุกท่วมทั้งคันรถทำให้รามิลต้องถอยออกมา เขาพยายามมองผ่านม่านไฟเข้าไปในตัวรถ คุณพระช่วย!
" ป๊า ม๊า ! "
รามิลสะดุ้งตื่น! เม็ดเหงื่อเกาะพราวเต็มหน้าและแผ่นหลังทั้ง ๆ ที่อากาศเย็นสบายแบบนั้น ขณะที่เพ็ญแขเปิดประตูเข้ามา เขาเหลียวไปดูนาฬิกาบนหัวเตียง
' ทุ่มครึ่ง '
" มิลหลับไปตั้งแต่เมื่อไรครับป้า "
รามิลเอ่ยถามเสียงตื่น
" ก็ตอนที่เราพูดถึงป๊ากับม๊านั่นและ คุยกันอยู่ดี ๆ มิลก็หลับไปซะเฉย ๆ ป้าก็เลยปล่อยให้หลับไป หิวหรือยัง? ป้าทำข้าวต้มกุ้งมาให้ "
เพ็ญแขวางข้าวต้มและน้ำดื่มไว้ที่โต๊ะเขียนหนังสือก่อนจะดึงเก้าอี้มานั่งคุยกับรามิล
" แล้วเมื่อกี้เป็นอะไรลูก? ป้าเห็นมิลสะดุ้งตื่นหน้าตาตกใจเชียว ฝันร้ายหรือ!? "
รามิลขยับตัวมาที่ปลายเตียงเขามองกระถางมะลิสลับกับเพ็ญแขที่เอื้อมมือมาสัมผัสหน้าเขา ก่อนจะตอบเสียงสั่น ดวงตาแดงก่ำ
" มิล...ฝันถึงป๊ากับม๊าคับ...เหตุการณ์ในฝันเหมือนวันที่เกิดอุบัติเหตุวันนั้นไม่มีผิด " " โถ!... ตามิลหลานป้า "
เพ็ญแขสะท้อนใจกับแววตาของหลานชายยิ่งนัก เธอจึงลุกไปกอดอย่างจะปลอบใจ
เหตุการณ์วันนั้น... หลังจากรามิลตื่นจากฝันร้าย เขารีบลุกไปหาพ่อกับแม่ที่ห้องทันที แต่ไม่ทันแล้ว!..ทั้งสองได้ออกไปตั้งแต่เขาหลับเพราะมีโทรศัพท์จากต่างจังหวัดโทรมาบอกว่าเกิดเหตุด่วนให้รีบกลับ
รามิลจึงโทรหาหมายจะหยุดเหตุการณ์ในฝันของตนไม่ให้เกิดขึ้น ไม่สิ! รามิลรู้ดีว่านั่นมันไม่ใช่ความฝัน แต่ก็สายเกินไป!...
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่นั้นเอง เสียงหวีดร้องของดุจดาวดังขึ้นในสายพร้อมกับเสียงลากล้อดังแสบแก้วหู ตามด้วยเสียงวัตถุชนกันดังสนั่นหวั่นไหวแล้วสัญญาณโทรศัพท์ก็ตัดไป....
รามิลเหมือนกับหัวใจแตกสลาย ราวกับโลกนี้ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว! ทั้ง ๆ ที่เขารู้แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตคนที่เขารักมากที่สุดไว้ได้ น้ำตาไหลอาบแก้มแทบจะเป็นสายเลือด ทำไมสวรรค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาเช่นนี้...
" ทำไม ! ทำไมถึงมาบอกมิลให้รู้ตอนนี้แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร สู้ให้มิลไม่ต้องรู้ต้องเห็นอะไรเสียเลยยังตะดีกว่า ฮือ ๆ ๆ ในเมื่อแม้แต่คนที่มิลรัก ยังไม่สามารถช่วยเอาไว้ได้ เอาคืนไปๆ มิลไม่ต้องการ! ได้ยินไหม?! มิลไม่ได้ต้องการ! ฮือ ๆ ๆ "
รามิลคร่ำครวญกับโชคชะตาของเขา พร้อมทั้งร้องไห้โฮ แต่นั่นมันเป็นเพียงเหตุการณ์ในอดีต
รามิลสบตาเพ็ญแขนิ่ง น่าแปลกครั้งนี้เขากลับไม่ร้องไห้
" แต่มันต่างกับฝันในคืนนั้นตรงที่ครั้งนี้มี นายลิงดำ โผล่มาด้วย "
เพ็ญแขมองหน้ารามิลด้วยความสงสัย
" เพื่อนของมิลสมัยเด็กน่ะคับ ที่มิลเคยเล่าให้ป้าฟัง ป้ายังจำได้ไหมคับ?! "
เพ็ญแขพยายามนึกแต่ก็จำได้เพียงเลือนราง รามิลจึงเล่าต่อ
" มิลเห็นเขา ...แล้วก็ตากล้องคนนั้น ในฝัน... "
รามิลเล่าเพียงเท่านั้น
" บางทีตากล้องคนที่มิลเล่าอาจจะเป็นคนเดียวกันกับเพื่อนมิลคนนั้นก็ได้นะ "
เพ็ญแขจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีหวานของหลานชายอย่างจะเน้นย้ำคำพูดของเธอ แน่นอนรามิลคิดเช่นนั้นอยู่เหมือนกัน
" ครับ.. "
" เออ!..มิล..อย่าลืมกินข้าวต้มด้วยล่ะ รีบกินตอนที่ยังร้อน ๆ จะได้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น เดี๋ยวป้าลงไปข้างล่างก่อน "
เพ็ญแขลุกขึ้นประคองหน้ารามิลไว้
" มีอะไรไม่สบายใจอย่าเก็บไว้คนเดียวนะมิล มิลยังมีป้าอยู่นะ..รู้ไหม?.. "
เพ็ญแขเน้นน้ำหนักมือที่สัมผัสหน้านั้นเป็นนัยให้เชื่อในคำพูดของเธอ
" ครับป้า มิลทราบครับไว้มิลพร้อม...มิลจะเล่าให้ป้าฟังแน่นอนครับ "
เพ็ญแขเพียงพยักหน้ายิ้มจาง ๆ ให้รามิล แล้วเดินออกไป ก่อนรามิลจะลุกไปกินข้าวต้มที่วางไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือ
" ใช่! ตั้งแต่เราพบหน้าผู้ชายคนนั้น ความรู้สึกของเรามันก็แปลก ๆ "
ตอนที่รามิลอยู่ที่ร้านนั้น เขาพยายามนึกย้อนไปเมื่อวานที่ได้เจอกับตากล้องคนนั้น แต่เหมือนมีม่านบางอย่างปิดกั้นจิตเขาไม่ให้เข้าถึงได้ และเมื่อเขาพยายามมากขึ้นทำให้รู้สึกหน้ามืดและหมดสติไป...มันคืออะไรกันแน่นะ?!...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น