ความเดิมตอนที่แล้ว
ในปี 2531 ในคืนเดือนเพ็ญของเดือน 3 และเดือน 9 ได้มีทารกน้อยถือกำเนิดขึ้นนั่นคือชีวานนท์จอมรั้นและรามิลผู้มีสัมผัสพิเศษและนำมาซึ่งความโชคดีและเขาทั้งสองมีดวงสมพงศ์กัน
25 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก
กรุงเทพมหานคร
วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2556 ขึ้น 6 ค่ำเดือน 12 เวลาประมาณ 10.30 น.
ณ สวนสาธารณะแห่งหนึ่งบนถนนพระอาทิตย์ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดเลี้ยงงานแต่งงานของลูกผู้มีชื่อเสียงย่านนั้นในคืนนี้
รามิลได้แต่เวทนาตนเองแล้วจึงหลับตาระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยและท่องบทสวดเพื่อควบคุมจิตตนเองให้เป็นสมาธิ สักพักเสียงพวกนั้นจึงค่อยๆ เงียบไป
ในปี 2531 ในคืนเดือนเพ็ญของเดือน 3 และเดือน 9 ได้มีทารกน้อยถือกำเนิดขึ้นนั่นคือชีวานนท์จอมรั้นและรามิลผู้มีสัมผัสพิเศษและนำมาซึ่งความโชคดีและเขาทั้งสองมีดวงสมพงศ์กัน
✤✤✤✤✤✤✤✤✤
25 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก
กรุงเทพมหานคร
วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2556 ขึ้น 6 ค่ำเดือน 12 เวลาประมาณ 10.30 น.
ณ สวนสาธารณะแห่งหนึ่งบนถนนพระอาทิตย์ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดเลี้ยงงานแต่งงานของลูกผู้มีชื่อเสียงย่านนั้นในคืนนี้
หลังจากที่ทุกคนช่วยกันขนของลงจากรถและผกากรองได้แจงงานให้ลูกน้องแล้ว จึงได้ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปทำงานของตน เว้นแต่รามิลที่ยังยืนอยู่ด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
' โอ๊ย! แสบแก้วหูจัง ฟังไม่รู้เรื่องสักคำเลย ทำไมวันนี้เราควบคุมจิตตัวเองไม่ค่อยได้เลยนะ? ใครว่ามีสัมผัสพิเศษแล้วดี เราคนหนึ่งล่ะที่ไม่คิดอย่างนั้นเลือกได้อยากเป็นคนธรรมดาทั่วไปมากกว่า นี่มันเป็นบุญหรือกรรมของเรากันนะที่เกิดมาพร้อมสิ่งนี้ เฮ้อ! รามิลเอ๋ย!...'
รามิลได้แต่เวทนาตนเองแล้วจึงหลับตาระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยและท่องบทสวดเพื่อควบคุมจิตตนเองให้เป็นสมาธิ สักพักเสียงพวกนั้นจึงค่อยๆ เงียบไป
' ค่อยยังชั่วหน่อย...เป็นอย่างนี้บ่อย ๆ มีหวังแก้วหูแตกสักวันแน่ ๆ เฮ้อ!! แต่หลวงตาเคยบอกว่าคนที่จะทำให้จิตเราแข็งแกร่งขึ้นคือคนที่... '
" มิล ๆ เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ ทำไมสีหน้าดูไม่ค่อยดีเลยพี่เรียกตั้งนานก็ไม่ได้ยิน "
" อ๋อ!.. ปละเปล่าครับมิลไม่ได้เป็นอะไร เอ่อ...แค่คิดอะไรนิดหน่อยครับ "
" อ่อจ่ะ ๆ ไม่ได้เป็นอะไรก็ดีแล้วล่ะ แต่ถ้าไม่ไหวก็บอกเลยนะไม่ต้องเกรงใจ มิลก็เหมือนลูกเหมือนหลานพี่คนหนึ่ง "
" ครับ..ตอนนี้มิลพร้อมลุยงานเต็มที่เลยครับ "
ด้วยรู้สึกเป็นห่วงผกากรองจึงเขย่าแขนเรียกหลังจากเห็นรามิลยืนเหม่ออยู่นาน แต่เมื่อเขาทำท่าแข็งขันและส่งตาใสแจ๋วมอบให้ เธอจึงได้คลายความกังวลลง ก่อนจะเรียกลูกน้องมาหา
" ต้อยติ่ง ตุ๊ดตู่มานี่หน่อยสิ! "
" ค่ะเจ๊ /ค่ะเจ๊ "
" อ๋อ!.. ปละเปล่าครับมิลไม่ได้เป็นอะไร เอ่อ...แค่คิดอะไรนิดหน่อยครับ "
" อ่อจ่ะ ๆ ไม่ได้เป็นอะไรก็ดีแล้วล่ะ แต่ถ้าไม่ไหวก็บอกเลยนะไม่ต้องเกรงใจ มิลก็เหมือนลูกเหมือนหลานพี่คนหนึ่ง "
" ครับ..ตอนนี้มิลพร้อมลุยงานเต็มที่เลยครับ "
ด้วยรู้สึกเป็นห่วงผกากรองจึงเขย่าแขนเรียกหลังจากเห็นรามิลยืนเหม่ออยู่นาน แต่เมื่อเขาทำท่าแข็งขันและส่งตาใสแจ๋วมอบให้ เธอจึงได้คลายความกังวลลง ก่อนจะเรียกลูกน้องมาหา
" ต้อยติ่ง ตุ๊ดตู่มานี่หน่อยสิ! "
" ค่ะเจ๊ /ค่ะเจ๊ "
" เจ๊มีอะไรหรือค่ะเรียกซะเสียงดังจนอกพวกหนูแฟบหมดแล้วดูสิ!.. เพราะตกใจเสียงเจ๊เนี่ยอ่าฮ้า.. "
ต้อยติ่งดัดเสียงจนแหลมกรีดนิ้วทาบอกประกอบคำพูดตนพร้อมส่งสายตาไปหารามิลและเริ่มบรรเลงวิชาแทะโลมชายที่ร่ำเรียนมา
" พูดกับเจ๊แต่ตาเยิ้มมองไปทางนั้นมันหมายความว่ายังไงค่ะคุณต้อยติ่ง... แล้วดูทำท่าเข้าจริตไม่มีใครเกินจริง ๆ แม่คุ้ณ! "
ต้อยติ่งดัดเสียงจนแหลมกรีดนิ้วทาบอกประกอบคำพูดตนพร้อมส่งสายตาไปหารามิลและเริ่มบรรเลงวิชาแทะโลมชายที่ร่ำเรียนมา
" พูดกับเจ๊แต่ตาเยิ้มมองไปทางนั้นมันหมายความว่ายังไงค่ะคุณต้อยติ่ง... แล้วดูทำท่าเข้าจริตไม่มีใครเกินจริง ๆ แม่คุ้ณ! "
" ก็พอกรุบกริบค่ะเจ๊ ตามประสาสาวสวยโสดและเร่าร้อน พอมาเจอหนุ่มหล่อก็ต้องมีอาการกันบ้างจริงไหม! ค่ะน้องมิลขา... "
ทำเสียงเซ็กซี่พร้อมท่ายั่วยวนกวาดตาสำรวจรามิลตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะวนเวียนที่เป้านั่นแล้วกระแซะเข้าร่างโปร่งของเขาราวนางแมวยั่ว ( โมโห) สวาท
" แล้วหล่อ ๆ แบบนี้มี ฟอ สระแอ นอ ยังฮ่ะ! "
ตุ๊ดตู่ไม่รอช้ารุกคืบรามิลพร้อมจ้องตาเขม็งประมาณว่าอย่าบอกนะว่ามีแล้ว!
" แห่ะ ๆ งานเข้ามิลแล้วล่ะสิ เอ่อ... ยังก็ได้ครับ "
" แล้วสนใจกะเทยร้อน ๆ สักที่ไหมค่ะ ซื้อหนึ่งแถมหนึ่งด้วยนะ ฮุ ๆ ๆ "
หล่อนยิ้มพอใจย่างสามขุมไปผสมโรงกับต้อยติ่งพลางเอานิ้วคลอเคลียที่ไหล่และลากเดินวนสำรวจรอบตัวจนเขาตัวแข็งทื่อ
" เอ่อ...ไว้โอกาสหน้าดีกว่าครับ วันนี้มิลไม่พร้อม แฮ ๆ ๆ "
รามิลยิ้มแบ่งรับแบ่งสู้สีหน้านั้นน่าเห็นใจเหลือเกิน มือก็คอยปัดป้องตนเองพลางส่งสายตาไปหาผกากรองเชิงบอกว่า ช่วยผมที!
ทำเสียงเซ็กซี่พร้อมท่ายั่วยวนกวาดตาสำรวจรามิลตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะวนเวียนที่เป้านั่นแล้วกระแซะเข้าร่างโปร่งของเขาราวนางแมวยั่ว ( โมโห) สวาท
" แล้วหล่อ ๆ แบบนี้มี ฟอ สระแอ นอ ยังฮ่ะ! "
ตุ๊ดตู่ไม่รอช้ารุกคืบรามิลพร้อมจ้องตาเขม็งประมาณว่าอย่าบอกนะว่ามีแล้ว!
" แห่ะ ๆ งานเข้ามิลแล้วล่ะสิ เอ่อ... ยังก็ได้ครับ "
" แล้วสนใจกะเทยร้อน ๆ สักที่ไหมค่ะ ซื้อหนึ่งแถมหนึ่งด้วยนะ ฮุ ๆ ๆ "
หล่อนยิ้มพอใจย่างสามขุมไปผสมโรงกับต้อยติ่งพลางเอานิ้วคลอเคลียที่ไหล่และลากเดินวนสำรวจรอบตัวจนเขาตัวแข็งทื่อ
" เอ่อ...ไว้โอกาสหน้าดีกว่าครับ วันนี้มิลไม่พร้อม แฮ ๆ ๆ "
รามิลยิ้มแบ่งรับแบ่งสู้สีหน้านั้นน่าเห็นใจเหลือเกิน มือก็คอยปัดป้องตนเองพลางส่งสายตาไปหาผกากรองเชิงบอกว่า ช่วยผมที!
" เอาเถอะ ๆ พอกันได้แล้ว แหม! จะเปลือยน้องเขาตรงนี้กันเลยหรือไงน่ะทั้งพี่ทั้งสองรุมกินโต๊ะน้องมิลของเจ๊กันแบบนี้ น้องเขาขวัญหนีดีฝ่อหมดกันพอดี เดี๋ยวคราวหน้าไม่มาช่วยงานก็แย่สิ "
" ใช่ครับค่อย ๆ เอ็นดูมิลทีละน้อย ๆ ก็ได้ครับ จะได้อยู่ด้วยกันนาน ๆ เหอะ ๆ "
' จะรอดไหมเนี่ยงานนี้เรา เล่นเข้าประชิดตัวทีเดียวสองคนเลย เฮ้อ! ใครว่าหน้าตาดีไม่มีทุกข์นี่และทุกข์ถนัดเลย '
รามิลรู้สึกหวั่น ๆ พิกลพลางกระเถิบไปใกล้ผกากรองหลังจากหลุดพ้นจากกรงเล็บนางแมวแฝด ก่อนผกากรองจะเอ่ยว่า
" ...มิลจ๊ะ! เดี๋ยวเรียนรู้งานกับพี่ ๆ เขาแล้วกันนะงานก็ไม่มีอะไรมากหรอก ค่อย ๆ ทำไปสงสัยตรงไหนถามได้ พี่ต้อยติ่งกับตุ๊ดตู่ทำงานกับพี่มานาน พี่โสภาที่ยืนอยู่นู่นก็ด้วยถามได้ทุกคนเลย เรื่องงานพี่ไว้ใจนะแต่เรื่องอื่นพี่ไม่รับประกัน ยังไงก็ดูแลตัวเองเอานะจ๊ะมิล ฮา ๆ พี่ช่วยได้แค่นี้จริงๆ "
น้ำเสียงทีเล่นทีจริงนั้นทำให้รามิลยิ้มเจื่อน ๆ พูดเสร็จผกากรองจับแขนเขาอย่างจะบอกว่ สู้เขารามิล!
" ใช่ครับค่อย ๆ เอ็นดูมิลทีละน้อย ๆ ก็ได้ครับ จะได้อยู่ด้วยกันนาน ๆ เหอะ ๆ "
' จะรอดไหมเนี่ยงานนี้เรา เล่นเข้าประชิดตัวทีเดียวสองคนเลย เฮ้อ! ใครว่าหน้าตาดีไม่มีทุกข์นี่และทุกข์ถนัดเลย '
รามิลรู้สึกหวั่น ๆ พิกลพลางกระเถิบไปใกล้ผกากรองหลังจากหลุดพ้นจากกรงเล็บนางแมวแฝด ก่อนผกากรองจะเอ่ยว่า
" ...มิลจ๊ะ! เดี๋ยวเรียนรู้งานกับพี่ ๆ เขาแล้วกันนะงานก็ไม่มีอะไรมากหรอก ค่อย ๆ ทำไปสงสัยตรงไหนถามได้ พี่ต้อยติ่งกับตุ๊ดตู่ทำงานกับพี่มานาน พี่โสภาที่ยืนอยู่นู่นก็ด้วยถามได้ทุกคนเลย เรื่องงานพี่ไว้ใจนะแต่เรื่องอื่นพี่ไม่รับประกัน ยังไงก็ดูแลตัวเองเอานะจ๊ะมิล ฮา ๆ พี่ช่วยได้แค่นี้จริงๆ "
น้ำเสียงทีเล่นทีจริงนั้นทำให้รามิลยิ้มเจื่อน ๆ พูดเสร็จผกากรองจับแขนเขาอย่างจะบอกว่ สู้เขารามิล!
" ฮ่า ๆๆ ครับ... "
แล้วจึงหันไปหาสองแฝด
" พี่ตุ๊ดตู่ พี่ต้อยติ่ง ช่วยสอนมิลด้วยนะครับ เดี๋ยวมิลจะทำเต็มที่เลยครับ แต่ก็ถนอม ๆ มิลด้วยนะครับ อย่ารุกหนักเกินเดี๋ยวมิลช้ำหมด แฮๆๆ "
รามิลทำหน้าทำตาแข็งขัน ท่าทางน่าเอ็นดู พร้อมทั้งหัวเราะให้กำลังใจตนเองพลางส่งสายตาอ้อนวอนประมาณว่า 'ได้โปรดอย่ารังแกหนูเลย '
แล้วจึงหันไปหาสองแฝด
" พี่ตุ๊ดตู่ พี่ต้อยติ่ง ช่วยสอนมิลด้วยนะครับ เดี๋ยวมิลจะทำเต็มที่เลยครับ แต่ก็ถนอม ๆ มิลด้วยนะครับ อย่ารุกหนักเกินเดี๋ยวมิลช้ำหมด แฮๆๆ "
รามิลทำหน้าทำตาแข็งขัน ท่าทางน่าเอ็นดู พร้อมทั้งหัวเราะให้กำลังใจตนเองพลางส่งสายตาอ้อนวอนประมาณว่า 'ได้โปรดอย่ารังแกหนูเลย '
" ได้ค่ะน้องมิลสุดหล่อ ตามพี่ต้อยติ่งมาเลยค่ะ และไว้ใจพี่สองคนได้เพราะ... "
" ..พวกเราสวยและรวยมาก "
สองแฝดประสานเสียงกัน
" ค่า!!!สวยและรวยมากจริง ๆ ! จะดีกว่านี้ถ้าเพิ่มคำว่า ขยันมากเข้าไปด้วย ไป ๆ ไปทำงานกันได้แล้วพล่ามเก่งเสียจริง... "
จากนั้นจึงได้แยกกันกับผกาหรองตรงนั้น เมื่อไปถึงหน้างานรามิลตั้งใจดูและลงมือทำในทันที สักพักใหญ่ผกากรองจึงตามมาสมทบ
" ..พวกเราสวยและรวยมาก "
สองแฝดประสานเสียงกัน
" ค่า!!!สวยและรวยมากจริง ๆ ! จะดีกว่านี้ถ้าเพิ่มคำว่า ขยันมากเข้าไปด้วย ไป ๆ ไปทำงานกันได้แล้วพล่ามเก่งเสียจริง... "
จากนั้นจึงได้แยกกันกับผกาหรองตรงนั้น เมื่อไปถึงหน้างานรามิลตั้งใจดูและลงมือทำในทันที สักพักใหญ่ผกากรองจึงตามมาสมทบ
ผกากรองนั้นเป็นหญิงหม้ายวัย 48 ปีที่ยังดูสวยไม่สร่าง เธอเปิดบริษัทรับตกแต่งสถานที่แบบครบวงจรภายใต้ชื่อ PG ORGANIZER มีคนงานหลักคือ ต้อยติ่ง ตุ๊ดตู่ โสภา และคนขับรถอีก สองคน ถ้าหากงานไหนคนไม่พอเธอมักจะหาคนมาช่วยเพิ่มเสมอซึ่งคราวนี้เธอได้นักนักศึกษาสาวขาประจำสองคนและรามิลมาช่วยอีกแรง
ผกากรองรู้จักกับเพ็ญแขหรือป้าแขของรามิลเพราะเป็นเจ้าของร้านดอกไม้ Moon' s Flowers ที่เธอสั่งดอกไม้เป็นประจำ ส่วนรามิลนั้นรับปากมาช่วยงานเธอหากวันไหนว่างจากงานที่ร้านดอกไม้ของป้าและร้านเบเกอรี่ของเขาเอง
✤✤✤✤✤✤✤✤✤
เวลาประมาณ 17.15 น.ในวันเดียวกัน
ขณะที่อีกฟากกำลังเตรียมงานฯกันอยู่นั้น ที่หน้าทางเข้าสวนฯ มีชายหนุ่มคมเข้มหล่อล่ำมาดเซอร์ได้ปรากฏตัวขึ้น แถ่น แท็น แท้น !!
บรืน ๆ ๆ แท็ด ๆ ๆ ๆ ! เสียงคำรามจากท่อไอเสียรถจักรยานยนต์คันใหญ่สงบลง หลังจากเจ้าของดับเครื่องยนต์และจอดเข้าที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นเขารีบก้าวอาดๆ ไปยังที่หมายทันทีหากแต่หางตาดั๊น!เหลือบไปเห็นสองสาวหุ่นดีเดินมาเสียก่อน
" วี้ดวิ่ว ! ช่วยถือมั้ยจ๊ะ?! คนสวย "
" ไม่เป็นไรค่ะพี่เข้มสุดหล่อ น้องเกรงใจ ฮิ ๆ "
" ไม่ต้องเกรงใจครับพี่ยินดีช่วยโดยเฉพาะสาวสวยอย่างน้อง ๆ พี่วายิ่งเต็มใจครับ อ่าฮ้า ! "
เจ้าหนุ่มเอ่ยทักเลียนเสียงอาฉีพร้อมทั้งทำหน้าอย่างคนเจ้าชู้ หนำซ้ำยังเก๊กท่าที่คิดว่าดูดีสุดในสามโลกแถมให้ด้วย แต่ทันใดนั้น!!
" เหวอ! อูย.. เจ็บก้นชิบหาย "
ร่างกำยำนั้นลื่นล้มไม่เป็นท่าดังโครม!!
' แม่งลื่นได้ไงว่ะ หมดกันเลยกูอุตส่าห์เก๊กหล่อไม่เหลืออะไรแล้วสภาพนี้ เฮ้อ! ไอ้วาเอ๊ย...เมื่อไรเอ็งจะเลิกซุ่มซ่ามสักทีว่ะให้ตายเหอะ! '
เขานึกตำหนิตนเองในใจพลางหันไปดูต้นเหตุ
' แม่ง! เปลือกกล้วย '
เขาเตะโด่งไปตกบนหัวใครคนหนึ่งที่หลังพุ่มไม้ ใครคนนั้นมองหาที่มาแต่ก็ไม่เห็นใคร นอกจากชายหญิง 3 คนที่กำลังสนทนากันไกลออกไปราว 50 เมตร
" ฮา ๆ น้องว่าพี่เอาตัวเองให้รอดก่อนดีกว่าไหมค่ะ เดินอยู่ดี ๆ ยังลื่นล้มไม่เป็นท่าได้เลยไม่เก่งจริงทำไม่ได้นะค่ะแบบนั้นน่ะ หล่อแต่ซุ่มซ่ามได้อีก ฮ่ะ ๆ ๆ ไปกันดีกว่านุ้ยเดี๋ยวเจ๊ผกาดุเอา ยังมีงานอีกเยอะเลย ไปนะค่ะ พี่เข้มจอมซุ่ม อิ ๆ "
" อะโด่รีบไปไหนละค้าบคนสวย..ไม่รู้จักของดี...พี่นี่เจ้าของฉายาไอ้วาสามขาเลยนะน้องรับรองลองแล้วจะติดใจ ฮึ่บ ๆ อึ๊บ ๆ นี่แน่ ๆ "
เขารีบลุกขึ้นพร้อมตีหน้าเซ่อทำเนียนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะทำท่ากระเด้าเอวกลางอากาศแสดงศักดิ์ดาตามหลังสองสาวที่เดินขำคิกคักกันไป จากนั้นจึงรีบไปยังจุดนัดพบ
เพียงอึดใจเขาจึงมาพบกับสุธีซึ่งนั่งรอบนม้าหินอ่อนริมแม่น้ำด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก หลังจากโทรเรียกรุ่นน้องของตนมา
"ไหวป้าววว เฮีย!!!"
เขาถามเสียงกวนตามเคย ขณะสุธีส่ายหน้าแทนคำตอบ เห็นดังนั้นเขาจึงหย่อนตัวนั่งข้าง ๆ และรับกล้องกับกระเป๋าเป้ที่สุธียื่นให้
" เอ็งทำต่อฉันที ฉันไม่ไหวจริง ๆ ว่ะ "
" รับทราบ และปฏิบัติ ครับโผ้ม!!!"
สุธีเอ่ยเสียงเหน่อบอก ขณะคนฟังลุกพรวด!!! ยืนตรงเอามือตะเบ๊ะแล้วขานรับด้วยเสียงดังฟังชัดราวกับทหารหาญโดยไม่สนสายตาคนแถวนั้นแม้แต่น้อย
" เอ็งไม่อายคนเขาบ้างเรอะไอ้วา เห็นไหมมองกันใหญ่แล้วทั้งหัวดำหัวแดง เฮ้อให้ตายสิ!.. เมื่อไรไอ้นิสัยบ้า ๆ บอ ๆ นี่จะหายสักที? ทำเป็นเล่นไปหมดเอ็งหนิ่! "
" จะไปสนใจทำไมเฮีย?!.. เราไม่ได้รู้จักเขาสักหน่อย...แล้วผมก็บ้า ๆ บอ ๆ จนเป็นสันดารแล้วยาขนานไหนก็รักษาไม่หายหรอก "
" เอ็งไม่สนแต่ฉันสนเว้ย! ไม่ได้หน้าหนาเหมือนเอ็งนี่หว่า "
" ค้าบ ๆ เฮีย....พ่อหน้าบาง...ทีสมัยเรียนแก้ผ้าวิ่งรอบตึกด้วยกันไม่ยักกะอาย ฮ่า ๆ ๆ "
" ตอนนั้นมันเมาเว้ย ฮา ๆ โอะ โอยอย่าชวนหัวเราะสิว่ะ ฉันยิ่งปวดท้องอยู่ อูย... แต่เอาเถอะงานนี้
อย่าทำเป็นเล่นแล้วกันเจ้าภาพเรื่องเยอะมากถึงมากที่สุด ถ้าเอ็งพลาดมามันจะยุ่ง ถึงฉันจะรู้ว่าเอ็งทำงานดีมาตลอด แต่ก็อดห่วงไม่ได้เพราะงั้นตั้งใจหน่อยนะ ไอ้วา "
เสียงเหน่อนั้นฟังจริงจัง
" ครับเฮียวางใจไอ้วาสามขาคนนี้ได้เลย! งั้นผมไปทำงานดีกว่า เฮียก็กลับบ้านดี ๆละ อ้อ !แล้วอย่าลืมกินข้าวให้ตรงเวลาบ้างไอ้โรคกระเพาะนี่จะได้ไม่กำเริบ...ไม่มีใครดูแลตัวเราได้ดีกว่าตัวเราเองหรอกครับเฮีย "
อย่าทำเป็นเล่นแล้วกันเจ้าภาพเรื่องเยอะมากถึงมากที่สุด ถ้าเอ็งพลาดมามันจะยุ่ง ถึงฉันจะรู้ว่าเอ็งทำงานดีมาตลอด แต่ก็อดห่วงไม่ได้เพราะงั้นตั้งใจหน่อยนะ ไอ้วา "
เสียงเหน่อนั้นฟังจริงจัง
" ครับเฮียวางใจไอ้วาสามขาคนนี้ได้เลย! งั้นผมไปทำงานดีกว่า เฮียก็กลับบ้านดี ๆละ อ้อ !แล้วอย่าลืมกินข้าวให้ตรงเวลาบ้างไอ้โรคกระเพาะนี่จะได้ไม่กำเริบ...ไม่มีใครดูแลตัวเราได้ดีกว่าตัวเราเองหรอกครับเฮีย "
เขาเน้นที่ประโยคสุดท้ายพลางแตะบ่าสุธีเพื่อเน้นย้ำในคำพูดนั้น
" เออ... ขอบใจมากที่เป็นห่วงไปทำงานได้แล้ว...โชคดี...วันจันทร์เจอกันที่ร้าน "
ชีวานนท์ทำหน้าสงสัย
" เสาร์นี้เฮียลาไม่ต้องทำหน้าสงสัยหรอก "
" อ๋อ...คร้าบโผมโชคดีเฮีย "
จากนั้นเขาจึงละจากไป
สุธีมองตามหลังร่างสูงใหญ่นั้นด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ก่อนจะลุกไปรอเรือข้ามฟากที่ท่าเรือใกล้ๆ นั้น
ชีวานนท์และสุธีรู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเพราะเป็นพี่รหัสน้องรหัสกันและเคยทำงานหารายได้ส่งตัวเองเรียนด้วยกันมาก่อน ครั้นพอเรียนจบได้ทำงานสุธีจึงไม่ลืมที่จะพารุ่นน้องคนนี้มาทำด้วยกันเพราะถูกอัธยาศรัยกันนั่นเอง
ชีวานนท์ทำหน้าสงสัย
" เสาร์นี้เฮียลาไม่ต้องทำหน้าสงสัยหรอก "
" อ๋อ...คร้าบโผมโชคดีเฮีย "
จากนั้นเขาจึงละจากไป
สุธีมองตามหลังร่างสูงใหญ่นั้นด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ก่อนจะลุกไปรอเรือข้ามฟากที่ท่าเรือใกล้ๆ นั้น
ชีวานนท์และสุธีรู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเพราะเป็นพี่รหัสน้องรหัสกันและเคยทำงานหารายได้ส่งตัวเองเรียนด้วยกันมาก่อน ครั้นพอเรียนจบได้ทำงานสุธีจึงไม่ลืมที่จะพารุ่นน้องคนนี้มาทำด้วยกันเพราะถูกอัธยาศรัยกันนั่นเอง
✤✤✤✤✤✤✤
17.30 น. ในบริเวณสวนฝั่งทิศตะวันตกติดกับริมแม่น้ำซึ่งเป็นลานออกกำลังกายและใช้เป็นที่ตั้งโต๊ะจีนคืนนี้
ขณะที่ทุกคนกำลังง่วนกับการจับผ้าบนเวทีนั้น รามิลรู้สึกว่ามีใครคนหนึ่งแอบมองเขาอยู่พักหนึ่งแล้ว
ที่หลังแนวพุ่มไม้นั้นมีชายรูปร่างลักษณะดีกำลังลอบมองรามิลตั้งแต่หัวจรดเท้า
' เอ๊ะ! หนุ่มคนนั้นใครกันนะ หน้าหล่อไม่เบาเลย ตี๋อินเทรนมากคิ้วเข้มจมูกโด่งปากแดงน่าจูบจริง นัยน์ตาสีอำพันนั่นก็หวานเยิ้มซะ หน้าก็ใส๊ใส..ทรงผมก็เหมาะกับใบหน้าดี อืม!..สูงโปร่งแบบนี้น่าจะสูงราว ๆ 175 เซ็นฯ เห็นจะได้ อยากเห็นหุ่นข้างในเสื้อแล้วสิว่าจะน่ากอดแค่ไหน '
เหมือนสวรรค์จะได้เข้าข้างขณะที่รามิลยกแขนขึ้นระหว่างทำงานนั้น
' ว้าว! เห็นขนใต้สะดือเลย เซ็กซี่ชะมัดขาวอมชมพูไปทั้งตัวเลย กล้ามท้องเป็นลอนเลยซ่อนรูปนะเนี่ย แขนขาก็ยาวนิ้วมือเรียวสวยอีกต่างหาก แต่งตัวก็น่ารักถึงจะใส่แค่เสื้อยืดกางเกงสามส่วนกับใส่รองเท้าผ้าใบแต่แค่นั้นมันก็กินขาดแล้ว เอ...สงสัยจะชอบสะพายกระเป๋าแน่ๆ เห็นคาดบ่าไว้ตั้งแต่เรามาถึงไม่ยอมถอดวางเลย เฮ้อ ! ชอบเขาแล้วสิเรา นี่มันคนหรือเทพบุตรกันนะ ถึงมีเสน่ห์ดึงดูดเรามากขนาดนี้
ถึงแม้รามิลจะดูผอมแต่เขาเป็นคนซ่อนรูปใต้เสื้อผ้านั้นมีมัดกล้ามสวยกำลังดีและสะโพกแน่นกลมกลึงน่าตีสักเพี๊ยะผิวพรรณผุดผ่องทั้งตัวมีเพียงมีไรขนบางตามแขนขาและใต้สะดือทำให้ใบหน้าหวานนั้นดูเซ็กซี่ได้ในยามไร้อาภรณ์ปกปิดกาย
ดูท่าชายคนนี้จะหลงเสน่ห์รามิลหนุ่มตี๋ตาหวานเข้าอีกคนแล้วละสิ
ขณะที่กำลังเคลิ้มกับหนุ่มหน้าหวาน (ของนักเขียน) อยู่ ชายคนนั้นไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามีใครคนหนึ่งมายืนอยู่ข้างหลังเขา
' ไอ้นี่ท่าทางจะโรคจิตมานั่งแอบมองไอ้หน้าหวานนั่น แล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คนเดียวหน้าแม่งหื่นกามชิบหาย เอ้ย!..แม่งเหยด...ห่าเป้าตุงเชียว... หน้าตาก็ดีแต่งตัวก็ดีไม่น่าเล้ย... เฮ้อ! โลกนี้มันอยู่ยากขึ้นทุกวัน หึย!! สยอง เอ๊ะ!! นั่นมันเปลือกกล้วยที่เราเตะทิ้งตะกี้นี่หว่ามาไกลถึงนี่เลยหรือว่ะ เหอ ๆ ไม่เสียชื่อนักฟุตบอลเก่าเว้ย! '
ชีวานนท์สบถในใจก่อนจะเดินไปหามุมเพื่อถ่ายภาพขณะที่ไอ้โรคจิตที่เขาว่ายังเคลิ้มอยู่เช่นเดิม
' เขาเป็นใครกันนะ ทำไมเราถึงรู้สึกถูกชะตาได้ขนาดนี้ นี่เราเผลอมองเขาจนไม่อาจละสายตาไปที่อื่นได้เลยหรือ...วุ้ย! เพื่อนนี่ก็โทรตามจริงเลย ว่าจะเข้าไปทำความรู้จักสักหน่อย แต่ไม่เป็นไรมากับเจ๊ผกาแบบนี้เราคงมีโอกาสได้เจอกันแน่ หึ ๆ '
แชะ ๆ ๆ.....
ไวเท่าความคิดชายที่ลอบมองนั้นแอบบันทึกภาพไว้แล้วผละออกไป หลังจากมีสายเข้าที่โทรศัพท์หลายครั้ง ถึงแม้เขาจะไม่ได้เข้าไปพูดคุยกับรามิลแต่ชายคนนั้นหารู้ไม่ว่าความคิดของเขานั้น รามิลได้ยินชัดทุกคำ
✤✤✤✤✤✤✤
หลังจากแยกจากสุธีแล้วชีวานนท์ได้เดินหามุมเก็บภาพมาเรื่อยจนมาหยุดยืนแถวบริเวณโต๊ะจีน เขาหรี่ตาคมมองไปยังกลุ่มคนที่กำลังจัดเวทีอยู่
ขณะที่ร่างหนาขยับตัวหามุมถ่ายภาพอยู่นั้นมีสายตาจากคนในกลุ่มที่เขามองเมื่อสักครู่ลอบมองเขาอยู่
ขณะที่ร่างหนาขยับตัวหามุมถ่ายภาพอยู่นั้นมีสายตาจากคนในกลุ่มที่เขามองเมื่อสักครู่ลอบมองเขาอยู่
" พี่ต้อยติ่ง ๆ ดูทางนั้นสิ "
ตุ๊ดตู่กระซิบพร้อมกระแซะเข้าหาแฝดผู้พี่ด้วยท่าทางตื่นเต้น
ตุ๊ดตู่กระซิบพร้อมกระแซะเข้าหาแฝดผู้พี่ด้วยท่าทางตื่นเต้น
" มีอะไรทำไมต้องกระซิบด้วยล่ะ แล้วดูตาสิลุกวาวเชียว ว้าย!น้ำลายหกแล้วน้องชั้น อาการหนักขนาดนี้เจอเป้าหมายเรอะ!? "
" ซรู้ด!!! นู่นไงพี่ มันเทวดาเดินดินชัด ๆ "
ต้อยติ่งมองตามปากน้องที่กลืนน้ำลายลงคอแล้วบุ้ยใบ้ไปทางตากล้องหนุ่มซึ่งอยู่ห่างจากตำแหน่งที่พวกหล่อนอยู่ราว 30 เมตร
" อุต่ะ! คุณพระ...เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่มา 30 กว่าปีเพิ่งเคยเจอผู้ชายที่หล่อสมบูรณ์แบบขนาดนี้ครั้งแรกในชีวิต จริง ๆ สาบานได้... หุ่นได้ใจพี่มากเลยตุ๊ดตู่..แถมหนวดเคราเฟิ้มดิบเถื่อนได้ felling มาก... อูต่ะๆ ๆ ๆ นั่นมัน... ไม่รู้จะเทียบกับอะไรดี แต่เป้าอลังการมากเค่อะ!!! อยากตายคา ค... แข้งหนุ่มคนนั้นจังเลย โอย... ตุ๊ดตู่ช่วยพี่ด้วยฟินเวอร์... "
" หนูเองก็ไม่ไหวแล้วพี่ เคลิ้มฝุด ๆ "
สองแฝดเอามือทึ้งผ้าแทบขาด
ด้วยความหื่นกระหายดวงตาจ้องไปยังเป้าตุงไม่พริบ ซึ่งอยู่ในระดับสายตาพอดิบพอดี อาการกระดี๊กระด๊านั้น ทำให้โสภาที่อยู่ใกล้กันเกิดความสนใจ จึงละจากงานเดินเข้ามาหา
ด้วยความหื่นกระหายดวงตาจ้องไปยังเป้าตุงไม่พริบ ซึ่งอยู่ในระดับสายตาพอดิบพอดี อาการกระดี๊กระด๊านั้น ทำให้โสภาที่อยู่ใกล้กันเกิดความสนใจ จึงละจากงานเดินเข้ามาหา
หลังจากที่เปิดศึกน้ำลายกันมาพักหนึ่งตุ๊ดตู่นึกรำคาญจึงจับหน้าอวบ ๆ ของโสภาให้มองที่ตากล้องหนุ่มซึ่งตนกับต้อยติ่งมองอยู่
" แหกเนตรเล็ก ๆ แล้วยังไม่มีแววของหล่อนเบิ่งให้เต็มตาเองเลยย่ะ! "
โสภาถึงกับอ้าปากค้างกับภาพที่เห็นแต่รีบเก็บอาการทันทีเพราะว่าเหน็บสองแฝดนั้นไว้เยอะพลางสะบัดหน้าจากมือของตุ๊ดตู่ พร้อมวางมาดพูดขึ้นว่า
" เชอะ! ไม่เห็นจะมีอะไรเลยก็แค่ตากล้องหนุ่มหน้าตาดี ตาคมจมูกโด่ง ปากน่าจูบ โคโดโม๊ะสะบึ้มกระหึ่ม มาดเซอร์หล่อล่ำแบบดิบ ๆ หุ่นน่าฟัดคนหนึ่งแค่นั้นเอง ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจเลยสักนิด! สาบานได้ จริง ๆ ฉันไม่สนใจซักกะตี๊ดเดียว "
พูดจบกลืนน้ำลายดังเอื้อก! พลางเหล่ไปทางหนุ่มคนนั้น ต้อยติ่งและตุ๊ดตู่แสยะยิ้มเย้ยหยันแต่ขี้คร้านจะทะเลาะด้วย จึงเงียบและมองตากล้องคนนั้นต่อ ขณะที่การสนทนาของนักศึกษาสาวสองคนทำให้รามิลต้องหันมาสนใจ
" นุ้ย ๆ นั่นผู้ชายที่แซวเราเมื่อกี้นี่นา "
" เออ...จริง ๆ ด้วย พอเห็นแบบนี้แล้วโคตรเท่ห์เลยอ่ะ ผิดกับตะกี้ลิบลับเลยว่าป่ะ?! "
" อื้มใช่ว่ะแก เมื่อกี้ทำไมเรามองไม่เห็นความเท่ห์ของพี่เขาว่ะ ดูท่าถ่ายรูปพี่เขาสิเท่ห์โคตร..น่าเสียดายเนาะ.."
รามิลมิลมองตามสายตาของน้อง ๆ ก็ได้พบกับตากล้องที่ทุกคนกำลังสนใจอยู่
' อ๋อ...ตากล้องคนนั้นสินะ ก็เล่นหล่อคมเข้ม หุ่นขวัญใจเก้งกวางขนาดนั้นมิน่าล่ะพี่ ๆ ถึงได้กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ เป็นกันเอามากจริง ๆ คนบริษัทนี้ '
รามิลเห็นด้วยในใจ แต่ตัวเขาเองก็เผลอมองอยู่นานเหมือนกัน
ตากล้องหนุ่มคนนั้นสูงประมาณ 180 เซ็นติเมตร รูปร่างผึ่งผายผิวเข้ม หัวทุยสวยไว้ทรงผมตามสมัยนิยม มีเคราเฟิ้มตั้งแต่คางมนไล่ไปตามแนวกรามถึงต้นคอ บนหน้าชวนมองนั้นประกอบด้วยคิ้วเข้มตาคมกริบขนตางอนยาวมีถุงใต้ตาขนาดพอดีช่วยลดความดุของนัยน์ตาสีนิลให้ดูมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น จมูกโด่ง และเรียวปากดึงดูดด้วยหนวดที่เน้นหยักบางจนไม่อาจละสายตาได้
บนร่างสมส่วนนั้นสวมเสื้อยืดเนื้อบางซ้อนทับด้วยเสื้อหนังสีดำอีกชั้นกับกางเกงยีนส์เอวต่ำขนาดพอดีตัวเน้นก้นกลมกลึงและมัดกล้ามตามเรียวขารวมทั้งเป้าตุงเด่นที่ใครเห็นเป็นต้องจ้องตาค้าง และใส่รองเท้าบูทชายสีดำด้าน
บนร่างสมส่วนนั้นสวมเสื้อยืดเนื้อบางซ้อนทับด้วยเสื้อหนังสีดำอีกชั้นกับกางเกงยีนส์เอวต่ำขนาดพอดีตัวเน้นก้นกลมกลึงและมัดกล้ามตามเรียวขารวมทั้งเป้าตุงเด่นที่ใครเห็นเป็นต้องจ้องตาค้าง และใส่รองเท้าบูทชายสีดำด้าน
มีเครื่องประดับที่ข้อมือและคอ บนผิวสีเข้มนั้นมีขนขึ้นปกคลุมตั้งแต่อก กล้ามท้องเลยไปถึงใต้สะดือและแขนขา
ทำให้คนที่ได้เห็นเขาคลั่งไคล้ได้ไม่ยาก และตากล้องหนุ่มคนนี้ ก็คือ " ชีวานนท์ " นั่นเอง เอง เอง ( เติมเอ็คโค่นิดนึง )
ทำให้คนที่ได้เห็นเขาคลั่งไคล้ได้ไม่ยาก และตากล้องหนุ่มคนนี้ ก็คือ " ชีวานนท์ " นั่นเอง เอง เอง ( เติมเอ็คโค่นิดนึง )
✤✤✤✤✤✤✤
ชีวานนท์ขยับหามุมกล้องสักพักจึงได้เจอมุมที่ถูกใจ
" จะเริ่มตรงไหนดีหว่า อ้อ! มุมนี้ก่อนละกันแสงกำลังสวยเลย "
' เอ... ทำไมพวกนั้นพากันมองมาที่เรากันใหญ่เลยว่ะ ก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกตินี่หว่า... สงสัยจะหลงความหล่อเราแหง ๆ หึ ๆ ๆ "
ชายหนุ่มยกกล้องที่ถือไว้ในมือขึ้นส่องวัดค่าแสงและปรับโฟกัสอย่างชำนาญแพนกล้องเพื่อหามุมที่สมบูรณ์ที่สุดจึงกดชัตเตอร์บันทึกภาพด้วยมาดที่ดูเท่ห์อย่างคาดไม่ถึง และเป็นเช่นนี้อีกหลายหน จนฟิล์มม้วนแรกหมดไปและตามด้วยม้วนถัดมา
' บริษัทนี้จัดสถานที่สวยดีแถมมีไอเดียไม่ซ้ำใครอีก มีมุมให้เลือกถ่ายสวย ๆ เพียบเลย... นาน ๆ ใช้กล้องฟิล์มทีก็โอเหมือนกันนี่หว่า... เจ้าบ่าวเจ้าสาวท่าทางจะโรแมนติกใช่ย่อย ถึงใช้ฟิล์มแบบเก่า เอ..ชักหิวน้ำแล้วสิ เขาตัังน้ำไว้ตรงไหนบ้างนะ... อ้อ! เห็นแล้วทางนั้นมี Cooler น้ำตั้งอยู่ '
ชีวานนท์เก็บบรรยากาศรอบ ๆ งานไปสักพักแล้วรู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาจึงเดินไปหยิบน้ำมาแก้วหนึ่งซึ่งต้องเดินผ่านกลุ่มของรามิลด้วย
' เอ!? พอมาเห็นไอ้หน้าหวานใกล้ ๆ แล้วรู้สึกคุ้น ๆ หน้ามันเหมือนกันนะ ทั้งรอยยิ้มแววตา แล้วก็การสะพายกระเป๋าแบบนั้นมันคุ้นตาชะมัด... แต่คงไม่ใช่หรอกมั้งใคร ๆ เขาก็สะพายกัน '
ชีวานนท์หยุดเดินแล้วหันไปมองดูอีกครั้งขณะที่รามิลเองก็มองเขากลับมาเหมือนกัน
' แต่ดูอีกทีมันก็มีส่วนคล้ายไอ้มิลอยู่นะ ถ้าพูดถึงไอ้มิล ๆ ๆ ๆ คิดสิคิดไอ้วา!....เออใช่!...ถ้าเป็นมันต้องมีพวงกุญแจคิวปิ๊ด เอ๊ะ!..มองไม่เห็นว่ะ... คงไม่ใช่หรอกมั้ง เย้ย! มันมองอยู่นี่หว่า เหอ ๆ อย่าเข้าใจกูผิดนะเว้ย! กูแค่คุ้นหน้าเอ็งเฉย ๆ ไม่ได้คิดอย่างอื่น ไม่ได้การละไปหาน้ำกินดีกว่าเดี๋ยวงานเข้าไม่รู้ตัว พวกเก้งกวางยิ่งเยอะ ๆ อยู่ เสียวสันหลังชิบหาย '
ชีวานนท์รำพึงกับตนเองเมื่อเห็นไอ้หน้าหวานที่เขาว่าใกล้ ๆ และพยายามมองหาบางอย่างที่เขาคุ้นเคยเพื่อยืนยันว่าใช่คนที่เขารู้จัก หากแต่ก็ไม่พบสิ่งนั้นในขณะที่รามิลนั้น
' เอ!? ตากล้องคนนั้นมองมาที่เราซ้ำแล้วซ้ำอีก แถมยังทำท่าแปลก ๆ ด้วยเรามีอะไรผิดปกติหรือเปล่านะ '
พลางสำรวจตัวเอง
' ก็ไม่นี่นา เอ...หรือจะเป็นคนที่เราได้ยินความคิดเมื่อกี้นี้ '
รามิลหันไปดูอีกครั้งให้แน่ใจ เป็นจังหวะที่ตากล้องคนนั้นหันมาที่เขาพอดี
' เฮ้ย..ยังมองเราอยู่เลยอ่ะ..หน้าตาก็ให้พวกโรคจิตอยู่นะ แต่เอ...เขาเป็นตากล้องนี่นาเซอร์ ๆ แบบนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องปกติ.. แต่ตอนที่สบตากันเมื่อกี้แว้บนึง แววตาแบบนั้นเราคุ้นจัง..เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ตาคม ๆ ดุ ๆ... เอนึกไม่ออก.. '
จังหวะหนึ่งแขนรามิลไปกระทบกับพวงกุญแจที่ห้อยกระเป๋าอยู่จึงทำให้เขานึกบางอย่างขึ้นมาได้
17 ปีที่แล้ว
' ทำไมนะทุกครั้งที่ตาคมของนายจ้องมาที่เรา ๆ รู้สึกหน้าร้อนผ่าวแล้วก็หัวใจเต้นแรงทุกทีเลย '
" เอ่อ...นายลิงดำนายจ้องหน้าเราอีกแล้วนะ แล้วทำไมต้องยิ้มแปลก ๆ แบบนั้นด้วย "
" ฮึ!...ใครๆ จ้องหน้าเอ็งกัน ข้านี่นะ!? เอ็งนี่หลงตัวเองจริง นู่น!..ข้ามองกิ้งก่าที่ต้นไม้ด้านหลังเอ็งนั่นต่างหาก แล้วใครยิ้ม ไม่มี้!! "
เป็นเหตุการณ์ตอนหนึ่งในวัยเด็กของเขา
' ใช่แล้ว!... นายลิงดำไง นายนั่นตาคมและดุแบบนี้เปี๊ยบจ้องทีไรเราไม่กล้าสบตาเลย แต่...ถ้าเป็นนายจริงก็น่าจะจำเราได้แล้วสิหรือว่านายลืมเราไปแล้ว...ก็อาจเป็นไปได้เพราะมันก็นานมากแล้วที่เราไม่ได้เจอกัน ...แต่เอ!? ดูดี ๆ ท่าเดินแบบนั้นมันก็เหมือนนายอยู่นะ พอ ๆ ไม่คิด ๆ ชักจะไปกันใหญ่แล้วรามิล '
ขณะที่ตากล้องเจ้าเสน่ห์เดินผ่านไปนั้นรามิลรู้สึกว่าเขามีส่วนคล้ายกับคนที่ตนเองเคยรู้จักโดยเฉพาะนัยน์ตาคมสีนิลนั้น
" จะเริ่มตรงไหนดีหว่า อ้อ! มุมนี้ก่อนละกันแสงกำลังสวยเลย "
' เอ... ทำไมพวกนั้นพากันมองมาที่เรากันใหญ่เลยว่ะ ก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกตินี่หว่า... สงสัยจะหลงความหล่อเราแหง ๆ หึ ๆ ๆ "
ชายหนุ่มยกกล้องที่ถือไว้ในมือขึ้นส่องวัดค่าแสงและปรับโฟกัสอย่างชำนาญแพนกล้องเพื่อหามุมที่สมบูรณ์ที่สุดจึงกดชัตเตอร์บันทึกภาพด้วยมาดที่ดูเท่ห์อย่างคาดไม่ถึง และเป็นเช่นนี้อีกหลายหน จนฟิล์มม้วนแรกหมดไปและตามด้วยม้วนถัดมา
' บริษัทนี้จัดสถานที่สวยดีแถมมีไอเดียไม่ซ้ำใครอีก มีมุมให้เลือกถ่ายสวย ๆ เพียบเลย... นาน ๆ ใช้กล้องฟิล์มทีก็โอเหมือนกันนี่หว่า... เจ้าบ่าวเจ้าสาวท่าทางจะโรแมนติกใช่ย่อย ถึงใช้ฟิล์มแบบเก่า เอ..ชักหิวน้ำแล้วสิ เขาตัังน้ำไว้ตรงไหนบ้างนะ... อ้อ! เห็นแล้วทางนั้นมี Cooler น้ำตั้งอยู่ '
ชีวานนท์เก็บบรรยากาศรอบ ๆ งานไปสักพักแล้วรู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาจึงเดินไปหยิบน้ำมาแก้วหนึ่งซึ่งต้องเดินผ่านกลุ่มของรามิลด้วย
' เอ!? พอมาเห็นไอ้หน้าหวานใกล้ ๆ แล้วรู้สึกคุ้น ๆ หน้ามันเหมือนกันนะ ทั้งรอยยิ้มแววตา แล้วก็การสะพายกระเป๋าแบบนั้นมันคุ้นตาชะมัด... แต่คงไม่ใช่หรอกมั้งใคร ๆ เขาก็สะพายกัน '
ชีวานนท์หยุดเดินแล้วหันไปมองดูอีกครั้งขณะที่รามิลเองก็มองเขากลับมาเหมือนกัน
' แต่ดูอีกทีมันก็มีส่วนคล้ายไอ้มิลอยู่นะ ถ้าพูดถึงไอ้มิล ๆ ๆ ๆ คิดสิคิดไอ้วา!....เออใช่!...ถ้าเป็นมันต้องมีพวงกุญแจคิวปิ๊ด เอ๊ะ!..มองไม่เห็นว่ะ... คงไม่ใช่หรอกมั้ง เย้ย! มันมองอยู่นี่หว่า เหอ ๆ อย่าเข้าใจกูผิดนะเว้ย! กูแค่คุ้นหน้าเอ็งเฉย ๆ ไม่ได้คิดอย่างอื่น ไม่ได้การละไปหาน้ำกินดีกว่าเดี๋ยวงานเข้าไม่รู้ตัว พวกเก้งกวางยิ่งเยอะ ๆ อยู่ เสียวสันหลังชิบหาย '
ชีวานนท์รำพึงกับตนเองเมื่อเห็นไอ้หน้าหวานที่เขาว่าใกล้ ๆ และพยายามมองหาบางอย่างที่เขาคุ้นเคยเพื่อยืนยันว่าใช่คนที่เขารู้จัก หากแต่ก็ไม่พบสิ่งนั้นในขณะที่รามิลนั้น
' เอ!? ตากล้องคนนั้นมองมาที่เราซ้ำแล้วซ้ำอีก แถมยังทำท่าแปลก ๆ ด้วยเรามีอะไรผิดปกติหรือเปล่านะ '
พลางสำรวจตัวเอง
' ก็ไม่นี่นา เอ...หรือจะเป็นคนที่เราได้ยินความคิดเมื่อกี้นี้ '
รามิลหันไปดูอีกครั้งให้แน่ใจ เป็นจังหวะที่ตากล้องคนนั้นหันมาที่เขาพอดี
' เฮ้ย..ยังมองเราอยู่เลยอ่ะ..หน้าตาก็ให้พวกโรคจิตอยู่นะ แต่เอ...เขาเป็นตากล้องนี่นาเซอร์ ๆ แบบนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องปกติ.. แต่ตอนที่สบตากันเมื่อกี้แว้บนึง แววตาแบบนั้นเราคุ้นจัง..เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ตาคม ๆ ดุ ๆ... เอนึกไม่ออก.. '
จังหวะหนึ่งแขนรามิลไปกระทบกับพวงกุญแจที่ห้อยกระเป๋าอยู่จึงทำให้เขานึกบางอย่างขึ้นมาได้
17 ปีที่แล้ว
' ทำไมนะทุกครั้งที่ตาคมของนายจ้องมาที่เรา ๆ รู้สึกหน้าร้อนผ่าวแล้วก็หัวใจเต้นแรงทุกทีเลย '
" เอ่อ...นายลิงดำนายจ้องหน้าเราอีกแล้วนะ แล้วทำไมต้องยิ้มแปลก ๆ แบบนั้นด้วย "
" ฮึ!...ใครๆ จ้องหน้าเอ็งกัน ข้านี่นะ!? เอ็งนี่หลงตัวเองจริง นู่น!..ข้ามองกิ้งก่าที่ต้นไม้ด้านหลังเอ็งนั่นต่างหาก แล้วใครยิ้ม ไม่มี้!! "
เป็นเหตุการณ์ตอนหนึ่งในวัยเด็กของเขา
' ใช่แล้ว!... นายลิงดำไง นายนั่นตาคมและดุแบบนี้เปี๊ยบจ้องทีไรเราไม่กล้าสบตาเลย แต่...ถ้าเป็นนายจริงก็น่าจะจำเราได้แล้วสิหรือว่านายลืมเราไปแล้ว...ก็อาจเป็นไปได้เพราะมันก็นานมากแล้วที่เราไม่ได้เจอกัน ...แต่เอ!? ดูดี ๆ ท่าเดินแบบนั้นมันก็เหมือนนายอยู่นะ พอ ๆ ไม่คิด ๆ ชักจะไปกันใหญ่แล้วรามิล '
ขณะที่ตากล้องเจ้าเสน่ห์เดินผ่านไปนั้นรามิลรู้สึกว่าเขามีส่วนคล้ายกับคนที่ตนเองเคยรู้จักโดยเฉพาะนัยน์ตาคมสีนิลนั้น
เมื่อได้น้ำแล้วชีวานนท์จึงเดินทอดน่องรอเวลางานเลี้ยงเริ่มและลอบมองร่างโปร่งนั้นเป็นระยะเช่นเดียวกับรามิลเขาได้ชำเลืองมองตากล้องหนุ่มเหมือนกันแต่เป็นคนละจังหวะกัน (มันน่าหงุดหงิดใจคนเขียนชะมัด) จากนั้นจึงต่างคนต่างทำเป็นไม่สนใจและอยู่ในความคิดของตนเอง
หลังจากทุกคนละความสนใจจากตากล้องหนุ่มคนนั้นโสภาได้เอ่ยขึ้นว่า
" น้องมิลของพี่โสภาเนี่ย...เรียนรู้งานไวดีนะค้าาา! ไม่เหมือนคนแถวนี้กว่าจะเป็นงานต้องขุนกันเป็นนานสองนาน "
ท้ายประโยคโสภาเน้นชัดทุกคำพร้อมจิกตาไปทางสองแฝดเพราะตั้งใจพูดกระทบนั่นเอง สงครามน้ำลายจึงเริ่มขึ้น
" หล่อนพูดแบบนี้ตั้งใจจะว่าชั้นพวกหัวขี้เลื่อยเรอะ..หา! "
ต้อยติ่งขึ้นเสียงทำท่าจะเอาเรื่อง
" เปล่า! แกอยากรับก็รับไปสิ ชั้นไม่ได้เจาะจงชื่อใครสักหน่อย พวกร้อนตัว "
โสภาปฏิเสธด้วยท่ากวนประสาท
" ย่ะ! ถึงพวกชั้นจะหัวช้า แต่ก็ยังสอนน้องมิลได้ ได้ครูดีมันก็เรียนรู้ไวจริงไหมค่ะ? น้องมิลขาาาา."
ตุ๊ดตู่เกทับแล้วปรี่ไปจับแขนรามิลจิกตาใส่โสภา
" เอ่อ ...ครับ ๆ พี่ต้อยติ่ง พี่ตุ๊ดตู่ แล้วก็พี่โสภา ทุกคนเก่งเหมือนกันหมดเลยครับ ถ้ามิลไม่ได้พวกพี่สอนคงทำได้ไม่ดีขนาดนี้แน่ ๆ อย่าทะเลาะกันเลยนะครับ "
รามิลทำหน้าไมถูก เพราะกำลังตกที่นั่งลำบาก โชคดีผกากรองเข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์พอดี
" อื้มสวย ๆ ดีมากนะทุกคนทำออกมาตรงใจเจ๊มาก ไงจ๊ะมิลเหนื่อยไหม !? "
ผกากรองเอ่ยขึ้นหลังจากกวาดตามองพร้อมเอ่ยถามรามิล
" สบายมากครับพี่ผกา งานแค่นี้ไม่เหนื่อยเท่าที่ร้านเบเกอรี่หรอกคับ อีกอย่างได้รื้อฟื้นความรู้เก่าด้วย "
รามิลตอบเสียงใสพร้อมรอยยิ้ม
✤✤✤✤✤✤✤
หลังจากทุกคนละความสนใจจากตากล้องหนุ่มคนนั้นโสภาได้เอ่ยขึ้นว่า
" น้องมิลของพี่โสภาเนี่ย...เรียนรู้งานไวดีนะค้าาา! ไม่เหมือนคนแถวนี้กว่าจะเป็นงานต้องขุนกันเป็นนานสองนาน "
ท้ายประโยคโสภาเน้นชัดทุกคำพร้อมจิกตาไปทางสองแฝดเพราะตั้งใจพูดกระทบนั่นเอง สงครามน้ำลายจึงเริ่มขึ้น
" หล่อนพูดแบบนี้ตั้งใจจะว่าชั้นพวกหัวขี้เลื่อยเรอะ..หา! "
ต้อยติ่งขึ้นเสียงทำท่าจะเอาเรื่อง
" เปล่า! แกอยากรับก็รับไปสิ ชั้นไม่ได้เจาะจงชื่อใครสักหน่อย พวกร้อนตัว "
โสภาปฏิเสธด้วยท่ากวนประสาท
" ย่ะ! ถึงพวกชั้นจะหัวช้า แต่ก็ยังสอนน้องมิลได้ ได้ครูดีมันก็เรียนรู้ไวจริงไหมค่ะ? น้องมิลขาาาา."
ตุ๊ดตู่เกทับแล้วปรี่ไปจับแขนรามิลจิกตาใส่โสภา
" เอ่อ ...ครับ ๆ พี่ต้อยติ่ง พี่ตุ๊ดตู่ แล้วก็พี่โสภา ทุกคนเก่งเหมือนกันหมดเลยครับ ถ้ามิลไม่ได้พวกพี่สอนคงทำได้ไม่ดีขนาดนี้แน่ ๆ อย่าทะเลาะกันเลยนะครับ "
รามิลทำหน้าไมถูก เพราะกำลังตกที่นั่งลำบาก โชคดีผกากรองเข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์พอดี
" อื้มสวย ๆ ดีมากนะทุกคนทำออกมาตรงใจเจ๊มาก ไงจ๊ะมิลเหนื่อยไหม !? "
ผกากรองเอ่ยขึ้นหลังจากกวาดตามองพร้อมเอ่ยถามรามิล
" สบายมากครับพี่ผกา งานแค่นี้ไม่เหนื่อยเท่าที่ร้านเบเกอรี่หรอกคับ อีกอย่างได้รื้อฟื้นความรู้เก่าด้วย "
รามิลตอบเสียงใสพร้อมรอยยิ้ม
" ความรู้เก่า...ยังไงหรือจ๊ะ "
"อ๋อ...มิลเคยทำอะไรพวกนี้ตอนสมัยเรียนน่ะครับ แต่พอจบมาไม่ค่อยได้ใช้เลยลืม ๆ ไปบ้างนะครับ คือมิลจบ คหกรรมศาสตร์มาครับ งานฝีมือต่าง ๆโดยเฉพาะจัดดอกไม้ แล้วก็พวกอาหาร เบเกอรี่ เค้กอะไรพวกนี้ ขอให้บอกครับมิลถนัด "
"อ๋อ...มิลเคยทำอะไรพวกนี้ตอนสมัยเรียนน่ะครับ แต่พอจบมาไม่ค่อยได้ใช้เลยลืม ๆ ไปบ้างนะครับ คือมิลจบ คหกรรมศาสตร์มาครับ งานฝีมือต่าง ๆโดยเฉพาะจัดดอกไม้ แล้วก็พวกอาหาร เบเกอรี่ เค้กอะไรพวกนี้ ขอให้บอกครับมิลถนัด "
ผกากรองนึกประหลาดใจที่ได้รู้และนึกเอะใจตนเองที่ที่ผ่านมาเธอไม่ได้สังเกตเห็นความสามารถนี้ของรามิล
" ว่าแล้วเชียวทำไมน้องมิลของพี่โสภาถึงเรียนรู้ไว้ไว... ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง ...เชอะ! น้องมิลเขาเก่งเพราะเคยเรียนมาย่ะ ไม่ใช่เพราะพวกแกสองคนสอน "
โสภาชื่นชมรามิลออกหน้าออกตาก่อนจะหันไปเหน็บสองแฝดแต่ด้วยผกากรองอยู่ตรงนั้นสองแฝดจึงเงียบปาก เพียงแค่ถลึงตาใส่แทน
ขณะเดียวกันนั้นเด็กยกน้ำในงานเดินถือถาดน้ำมาวางไว้บนโต๊ะข้าง ๆ พลางส่งยิ้มและเหล่มองรามิลก่อนจะหันหลังกลับไป ท่าทางแบบนั้นทำให้สองกะเทยถึงกับปรี๊ดแตก!
" หน็อย! นังชะนีน้อยหอยกาบทำเป็นมาปรายตาให้ท่าน้องรามิล ชิ! ไม่เจียมตัวเอาซะเล้ย!... "
" จริงด้วยค่ะพี่ต้อยติ่ง เห็นแล้วมันน่าหมั่นไส้พิลึก หน้าก็ปลวกตัวก็เตี้ยฟันก็เยอะคอสั้นตัวดำอีกต่างหาก อืดอย่างกับปลากะโห้ตาย 3 วันแถมหน้านางนึกว่าเอาปี๊บมาตั้งไว้บนบ่า สารรูปยังงั้นยังกล้าทอดสะพานให้น้องมิลอีก "
ตุ๊ดตู่ว่าเด็กเสิร์ฟน้ำแต่ดั๊นหันมาทางโสภาคล้ายถือโอกาสเอาคืนนิดหนึ่งก็ยังดี
" เอ๊ะ! น้องคนนั้นมันสูง ขาวผอม แล้ว...อ๊าย!! มันชั้นนี่ หน็อย!..หลอกด่าชั้นเหรอ!! อย่างกับแกดูดีมากเลยนะ ..อี ๆ อีกะเทยหลักกิโล !! "
" ขี้เหร่แล้วยังความรู้สึกช้าอีก ฮื่อ! น่าสมเพช.. "
ต้อยติ่งแถมให้อีกสรรพคุณ
แล้วสงครามน้ำลายก็ได้ฤกษ์อีกครั้ง
" เฮ้อ ! ดูสิน้องมิลพี่ละจนปัญญากับ 3 คนนี้จริง ๆ แต่เอาเถอะตราบใดที่งานยังเดินมันก็ไม่เป็นไร อีกอย่างมันก็ทำให้ไม่เหงาหูดี "
" ใช่ครับพี่ผกา ผมว่าพวกพี่ ๆ เขาดูเฮฮาแล้วก็จริงใจดีครับ คิดยังไงรู้สึกยังไงก็แสดงออกมาตรงๆ...คนแบบนี้ไม่มีพิษไม่มีภัยกับใครหรอกครับดีกว่าคนปากอย่างใจอย่าง พวกนั้นมากกว่าที่น่ารังเกียจ ... "
รามิลส่งน้ำให้ด้วยหวังว่าจะช่วยยุติสงคราม
" พี่ๆ ครับ น้ำครับๆ จะได้ใจเย็น ๆ กันนะครับ "
" แต๊งกริ้ว ค่าาน้องมิล "
สามสาวรับน้ำไปจากรามิลก่อนจะส่งยิ้มให้แบบอธิบายไม่ถูกกลับมาและดูท่าสงครามจะสงบลงแล้ว
" ดูนู่นสิครับ...พระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว มิลว่าเราไปดูกันดีกว่าครับจากมุมนี้สวยมากเลย "
จากนั้นทุกคนจึงพากันไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ชีวานนท์เองก็เช่นเดียวกันเขามายืนเก็บภาพพระอาทิตย์ตกไว้ด้วย
ชายหนุ่มชอบบรรยากาศแบบนี้เสียจริง จังหวะหนึ่งเขาได้หันไปสบตากันกับรามิลแต่ก็ต้องรีบหลบตากันอย่างไว ส่วนสามสาวไม่ต้องพูดถึงได้เห็นชีวานนท์ใกล้ๆ แบบนี้แทบจะเก็บอาการกันไม่อยู่ทีเดียว ขณะเขาเพียงส่งยิ้มเท่ห์บาดใจให้ตามความเคยชินก่อนจะหันไปสนใจกับภาพพระอาทิตย์และเก็บภาพของเขาต่อไป
โสภาชื่นชมรามิลออกหน้าออกตาก่อนจะหันไปเหน็บสองแฝดแต่ด้วยผกากรองอยู่ตรงนั้นสองแฝดจึงเงียบปาก เพียงแค่ถลึงตาใส่แทน
ขณะเดียวกันนั้นเด็กยกน้ำในงานเดินถือถาดน้ำมาวางไว้บนโต๊ะข้าง ๆ พลางส่งยิ้มและเหล่มองรามิลก่อนจะหันหลังกลับไป ท่าทางแบบนั้นทำให้สองกะเทยถึงกับปรี๊ดแตก!
" หน็อย! นังชะนีน้อยหอยกาบทำเป็นมาปรายตาให้ท่าน้องรามิล ชิ! ไม่เจียมตัวเอาซะเล้ย!... "
" จริงด้วยค่ะพี่ต้อยติ่ง เห็นแล้วมันน่าหมั่นไส้พิลึก หน้าก็ปลวกตัวก็เตี้ยฟันก็เยอะคอสั้นตัวดำอีกต่างหาก อืดอย่างกับปลากะโห้ตาย 3 วันแถมหน้านางนึกว่าเอาปี๊บมาตั้งไว้บนบ่า สารรูปยังงั้นยังกล้าทอดสะพานให้น้องมิลอีก "
ตุ๊ดตู่ว่าเด็กเสิร์ฟน้ำแต่ดั๊นหันมาทางโสภาคล้ายถือโอกาสเอาคืนนิดหนึ่งก็ยังดี
" เอ๊ะ! น้องคนนั้นมันสูง ขาวผอม แล้ว...อ๊าย!! มันชั้นนี่ หน็อย!..หลอกด่าชั้นเหรอ!! อย่างกับแกดูดีมากเลยนะ ..อี ๆ อีกะเทยหลักกิโล !! "
" ขี้เหร่แล้วยังความรู้สึกช้าอีก ฮื่อ! น่าสมเพช.. "
ต้อยติ่งแถมให้อีกสรรพคุณ
แล้วสงครามน้ำลายก็ได้ฤกษ์อีกครั้ง
" เฮ้อ ! ดูสิน้องมิลพี่ละจนปัญญากับ 3 คนนี้จริง ๆ แต่เอาเถอะตราบใดที่งานยังเดินมันก็ไม่เป็นไร อีกอย่างมันก็ทำให้ไม่เหงาหูดี "
" ใช่ครับพี่ผกา ผมว่าพวกพี่ ๆ เขาดูเฮฮาแล้วก็จริงใจดีครับ คิดยังไงรู้สึกยังไงก็แสดงออกมาตรงๆ...คนแบบนี้ไม่มีพิษไม่มีภัยกับใครหรอกครับดีกว่าคนปากอย่างใจอย่าง พวกนั้นมากกว่าที่น่ารังเกียจ ... "
รามิลส่งน้ำให้ด้วยหวังว่าจะช่วยยุติสงคราม
" พี่ๆ ครับ น้ำครับๆ จะได้ใจเย็น ๆ กันนะครับ "
" แต๊งกริ้ว ค่าาน้องมิล "
สามสาวรับน้ำไปจากรามิลก่อนจะส่งยิ้มให้แบบอธิบายไม่ถูกกลับมาและดูท่าสงครามจะสงบลงแล้ว
" ดูนู่นสิครับ...พระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว มิลว่าเราไปดูกันดีกว่าครับจากมุมนี้สวยมากเลย "
จากนั้นทุกคนจึงพากันไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ชีวานนท์เองก็เช่นเดียวกันเขามายืนเก็บภาพพระอาทิตย์ตกไว้ด้วย
ชายหนุ่มชอบบรรยากาศแบบนี้เสียจริง จังหวะหนึ่งเขาได้หันไปสบตากันกับรามิลแต่ก็ต้องรีบหลบตากันอย่างไว ส่วนสามสาวไม่ต้องพูดถึงได้เห็นชีวานนท์ใกล้ๆ แบบนี้แทบจะเก็บอาการกันไม่อยู่ทีเดียว ขณะเขาเพียงส่งยิ้มเท่ห์บาดใจให้ตามความเคยชินก่อนจะหันไปสนใจกับภาพพระอาทิตย์และเก็บภาพของเขาต่อไป
♬♪...ไม่ว่าวันเวลา
จะหมุนจะเวียนเปลี่ยนไปแค่ไหน
จะเป็นกำลังใจให้เธอได้รู้สึกดี
เป็นที่พักที่ให้ความเข้าใจ ♩
♬ นานเท่าไรก็มี...
ให้กับเธอ อยู่ตรงนี้ ♬♪...
เสียงเพลงดังมาจากเครื่องเสียงใกล้ ๆ นั้น ท่วงทำนองหวานซึ้งนำทางให้ รามิล และ ชีวานนท์ จมดิ่งไปกับภวังค์ของตน
' ใช่แล้วล่ะ... ไม่ว่าวันเวลาจะหมุนไปนานแค่ไหน ความรู้สึกที่เคยมีอาจจะเลือนลางไปตามกาลเวลาแต่เชื่อเถอะว่ามันยังคงอยู่ดีในนี้ อยู่ในก้นบึ้งของหัวใจเรา และสักวันเราคงได้พบกัน '
✤✤✤✤✤✤✤
บนถนนมีรถแล่นบางตาผ่านแสงนวลของจันทร์เสี้ยวที่ทอดแสงผสานแสงไฟให้ทาง ทอดล้อกับเงาทะมึนที่พาดผ่านเสาไฟต้นแล้วต้นเล่า ลมเย็นปะทะร่างหนาของเขาทุกขณะที่เคลื่อนตัวไปข้างหน้า ในเสี้ยวของความคิดผุดหน้าใครคนหนึ่งที่รื้อจากกล่องความทรงจำของชายหนุ่ม ความทรงจำที่เคยหลับไหลไปได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งหลังจากได้พบกับหนุ่มหน้าหวานคนนั้น
แม้จะอยู่ใกล้กันเพียงมือเอื้อมถึง แต่ทั้งสองกลับไม่อาจไขว่คว้ากันได้ หรือ นี่จะเป็นบททดสอบที่เบื้องบนมอบให้เขาสองคน....
✤✤✤✤✤✤✤
Credit... เพลง ที่แห่งนี้ ศิลปิน P.O.P
ภาพประกอบจาก www.postjung.com
www.idomodern.com
www.cool-Bangkok.com
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น