ชีวานนท์และรามิลเติบใหญ่เป็นหนุ่มเต็มตัวแล้ว หนำซ้ำยังหน้าตาหล่อเหลาและมีเสน่ห์รอบตัวทั้งคู่
พวกเขามีโอกาสได้พบกันอีกครั้งหลังจากไม่ได้ติดต่อกันเป็นเวลาเกือบ 20 ปีที่งานเลี้ยงฉลองแต่งงานแถวถนนพระอาทิตย์ ถึงแม้พวกเขาจะจำกันไม่ได้แต่ก็รู้สึกคุ้นอยู่ไม่น้อยความรู้สึกที่เคยเลือนหายไปเริ่มกลับมาอีกครั้ง
และใครคนหนึ่งตกหลุมรักรามิลตั้งแต่แรกพบ
✤✤✤✤✤✤✤✤✤
ที่อาคารพาณิชย์ 2 คูหา สูง 4 ชั้น เป็นที่ตั้งร้านดอกไม้ Moon' s Flowers. ปากคลองตลาด
ในห้องนอนของรามิล
หลังจากกลับมาจากทำงานเมื่อหัวค่ำ รามิลพยายามข่มตาหลับแต่ไม่เป็นผลเมื่อภาพตากล้องหนุ่มที่เขาเจอเมื่อเย็นนั้นยังวนเวียนอยู่ในหัวเขาสลับกับภาพเพื่อนในวัยเด็ก จนในที่สุดเขาจึงต้องลุกขึ้นมา ตาหวานของเขามองดูเวลาในมือถือ
ในห้องนอนของรามิล
หลังจากกลับมาจากทำงานเมื่อหัวค่ำ รามิลพยายามข่มตาหลับแต่ไม่เป็นผลเมื่อภาพตากล้องหนุ่มที่เขาเจอเมื่อเย็นนั้นยังวนเวียนอยู่ในหัวเขาสลับกับภาพเพื่อนในวัยเด็ก จนในที่สุดเขาจึงต้องลุกขึ้นมา ตาหวานของเขามองดูเวลาในมือถือ
' ตีสองครึ่งแล้วเหรอ?! แย่จริง...จนป่านนี้เรายังนอนไม่หลับอีก '
ร่างโปร่งในชุดเสื้อยืดกางเกงนอนขายาวเดินไปนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือแล้วหยิบสมุดบันทึกเล่มเก่าขึ้นมา ขณะเดียวกันเสียงคำรามจากมอเตอร์ไซด์คันใหญ่ดังแทรกเสียงจอแจของคนที่มาเดินตลาดกลางคืน
' มอ'ไซด์ใครนะเสียงดังมากเลย!? '
รามิลชะโงกออกไปดูตรงหน้าต่าง ทันเห็นหลังไว ๆ ก่อนภาพนั้นจะกลืนหายไปกับกลุ่มรถที่เริ่มหนาตานั้น
' เหมือนตากล้องคนนั้นเลย '
รามิลละจากภาพนั้นหันไปมองจันทร์เสี้ยวเหนือเส้นขอบฟ้า อีกไม่นานนักราตรีนี้จะผ่านไปแล้ว เขาเพ่งมองอยู่พักหนึ่งก่อนจะดึงตัวเองมานั่งตามเดิม แสงจากโคมไฟสว่างพอให้รามิลเห็นข้อความบนหน้าปกสมุดบันทึกนั้นได้ ซึ่งเขียนไว้ว่า
" แด่นายลิงดำฟันหลอ "
" แด่นายลิงดำฟันหลอ "
ถึงลายมือนั้นจะดูไม่สวยสำหรับเขาในตอนนี้แต่สำหรับเด็กวัย
8 ขวบแล้วนับว่าเขียนสวยทีเดียว
นิ้วเรียวค่อย ๆ พลิกแผ่นกระดาษอย่างทะนุถนอม แล้วเริ่มอ่านข้อความในนั้น พร้อมกับภาพในวันวานได้ย้อนกลับมาชัดแจ้งในความทรงจำของเขาอีกครั้ง
✤✤✤✤✤✤✤✤✤
ตี 3 ในคืนเดียวกันนั้น ที่คอนโดฯ ของชีวานนท์
หลังอาบน้ำแล้วชายหนุ่มร่างกำยำใส่เพียงบ็อกเซอร์ตัวบางเหมือนเช่นเคยชีวานนท์เดินไปหยิบกีตาร์ตัวโปรดมานั่งเกาเพลงที่ปลายเตียงแต่ก็ต้องหยุดกลางคันเพราะภาพไอ้หนุ่มหน้าหวานคนนั้นรบกวนสมาธิเขาอยู่
" ♬ รู้ไหมว่าเราเจอกันครั้งแรกตอนไหน ♪
ความทรงจำเกิดขึ้นเมื่อไหร่...
♪ เมื่อไหร่ที่ทำให้เราสองคนเริ่มหวั่นไหว
หรือจะเป็นในตอนที่คุณต้องนอนเสียใจ
♫ หรือว่าตอนที่เราต้องไกล ♪ ♩
มันทำผมได้รู้ว่าคิดถึงแต่คุณ..ปึด! "
' เป็นไรว่ะเนี่ย...ไม่มีสมาธิเลยไอ้วา!!ร้องก็เพี้ยนไปหมดเลยเอ็ง แล้วทำไมหน้าไอ้หน้าหวานนั่นมันวนเวียนอยู่ในหัวตลอดเลยว่ะ ไม่เข้าใจ...มันรู้สึกแปลก ๆ ตั้งแต่เมื่อเย็นแล้ว..หรือว่าไอ้นั่นจะเป็นไอ้มิลจริง ๆ ว่ะ? '
ชีวานนท์โวยวายในใจขณะตาคมมองไปยังรูปที่แขวนบนผนังปลายเตียง ความทรงจำในวัยเด็กของเขาที่เคยเลือนลางไปได้ชัดเจนขึ้นมาอีกครั้ง
✤✤✤✤✤✤✤✤✤
เมื่อ 17 ปีก่อนที่บ้านเกิดของชีวานนท์และรามิล
ถึงแม้ชีวานนท์จะเป็นเด็กที่มีโลกส่วนตัวสูงแต่เขามีความจริงใจกับคนรอบข้างและถ้าได้ให้ใจกับใครแล้วความรู้สึกนั้นยากจะเปลี่ยนแปลง แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจเด็กอย่างเขา
ไอ้จุกเป็นหลานของป้าบุญมีเกิดไล่เลี่ยและโตมาด้วยกันกับชีวานนท์ ซึ่งเป็นเด็กเรียนดีแต่ไม่สู้คนนักดังนั้นจึงถูกคนอื่นรังแกอยู่บ่อยครั้ง ผิดกับชีวานนท์ซึ่งไม่ยอมใคร และไม่ชอบเห็นเพื่อนถูกรังแก จึงเป็นสาเหตุของการชกต่อยกันบ่อยครั้ง
จึงทำให้คนอื่นมองชีวานนท์ว่าเป็นเด็กก้าวร้าวและชอบใช้กำลัง คงมีเพียงไอ้จุกเท่านั้นที่เข้าใจว่าเขาไม่ได้เป็นอย่างนั้น
แต่แล้ว!...เหมือนฟ้าถล่มลงมาฉับพลัน อนิจจา! เพื่อนรักเพียงคนเดียวกลับมาด่วนจากไปก่อนวัยอันควรและชีวานนท์นั้นเข้าใจว่าเป็นความผิดของตน จึงไม่แปลกเลยสักนิดที่เด็กน้อยอย่างเขาจะซึมเศร้าไปหลายเดือนและจากนั้นก็ไม่เห็นว่าเจ้าลิงน้อยจะให้ความสนิทใจกับเด็กคนไหนอีก ประหนึ่งว่าชาตินี้เขาจะไม่คบเพื่อนอีกต่อไปแล้ว
จนกระทั่ง.....
อังคารที่ 2 เมษายน 2539 ขึ้น 15 ค่ำเดือน 5 ที่วัดประจำหมู่บ้าน
เช้าของวันที่สามกับการเป็นเด็กวัดของชีวานนท์
หลังจากจัดการกับมื้อเช้าและล้างทำความสะอาดจานชามเรียบร้อยแล้ว เด็กน้อยวัย 8 ขวบร่างโตเกินวัยรีบปรี่ไปที่กุฏิหลวงตาคำทันที
" ได้เวลาแล้วไอ้วาเอ๋ย วันนี้แหละข้าจะประกาศให้โลกรู้ว่าข้าคือนักล่ามือฉบังของหมู่บ้าน ฮ่า ๆ ๆ ๆ "
ชีวานนท์คว้าหมับที่หนังสติ๊กซึ่งชีวินผู้เป็นพ่อทำให้ เพื่อแลกกับการมาอยู่วัด และไม่ลืมที่จะหยิบย่ามประจำตัวติดมือมาด้วย ใช่แล้ววันนี้เขาต้องออกเดินทางไกล....
." อาวุธพร้อม อาหารพร้อม แต่เอ๊ะ... ยังขาดอยู่อย่างนี่นา... "
เจ้าลิงซนมุ่งหน้าไปยังถนนลูกรังหน้าวัดเพื่อเก็บลูกหินมาทำเป็นกระสุน แต่หากเป็นฤดูฝนเขาจะปั้นดินเหนียวเป็นก้อนกลมขนาดเท่าลูกแก้ว แล้วตากแดดให้แห้งทำเป็นกระสุนแทน( จริงแล้วพ่อเป็นคนทำให้เสียมากกว่า )
แม้อากาศยามเช้าของเดือนเมษาจะเริ่มร้อน แต่นั่นไม่ได้ทำให้เจ้าลิงทะโมนตัวนี้นึกหวั่น
ในจำนวนเด็กวัด 4 คน ชีวานนท์ดูจะอ่อนสุดในกลุ่ม และทำตัวไม่เข้าพวกเสียด้วย
" พวกนี้นี่ไร้สาระสิ้นดี บ้าเกมกดกันอยู่ได้ อุดอู้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมนั่นได้ทั้งวันช่างไม่มีหัวคิดสร้างสรรค์กันเลย! วัยอย่างเรามันต้องออกไปผจญภัยข้างนอกถึงจะถูก แต่เอ... ไปคนเดียวไม่สนุกนะสิ ...ช่างเถอะมากคนก็มากเรื่องไปไหนมาไหนคนเดียวแบบนี้ก็ดีไม่ต้องคอยใครให้เสียเวลา "
ตั้งแต่ไอ้จุกจากไปชีวานนท์บอกกับตนเองว่าการไม่มีเพื่อนจะทำให้เขาไม่ต้องเสียใจอีกดังนั้นจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะไปไหนมาไหนคนเดียว.......
ท่ามกลางเปลวแดดร้อนผ่าวในช่วงสายของวันนั้น หนูน้อยหน้าตาแป้นแล้นแก้มแดงก่ำจากฤทธิ์แดด หัวทุยไว้ผมเกรียน จึงเน้นคิ้วเข้มและดวงตาคมมากขึ้นในดวงตานั้นซ่่อนแววซุกซนเอาไว้ จมูกได้ส่วนมีเค้าของความโด่งเป็นสัน และปากหนามีเสี้ยวหยักบางแนบสนิทกันปิดฟันขาวในช่องปาก
ใส่เสื้อกล้ามพอดีตัวทับร่างโตกว่าเด็กวัยเดียวกัน กับกางเกงกีฬาตัวโปรดและสวมรองเท้าแตะหูหนีบที่อุ้งเท้าเล็กของเขา แขนขาสีเข้มนั้นมีไรขนขึ้นปกคลุมเห็นได้ชัดเจน ข้างตัวสะพายย่ามคู่ใจบรรจุกระสุนและเครื่องยังชีพสำหรับเจ้าของไว้ มือซ้ายถืออาวุธประจำกายไว้มั่น
ที่ป่าละเมาะเล็ก ๆ ออกจากวัดไปทางทิศเหนือ
แกว้ก ๆ ๆ เสียงนกร้อง ดังขึ้นไม่ไกลจากตำแหน่งที่เจ้าหนูยืนอยู่
" เสร็จข้าแน่เจ้านกดวงกุดเอ๋ย เอ!? มันอยู่ตรงไหนว่ะ อ้อ! นั่นไงต้องย่องเข้าไป ชู่ว!เบา ๆ นะ เอ๊ะ! เรามาคนเดียวนี่หว่า... เฮ้อ ! ถ้าไอ้จุกอยู่ด้วยก็คงจะดี ข้าคิดถึงเอ็งว่ะไอ้จุกเพื่อนรัก "
เด็กน้อยถอนใจแล้วมองขึ้นฟ้าอย่างจะมองหาเพื่อนรักที่จากไป ก่อนเสียงนกร้องจะดึงความสนใจของเขากลับมา
" แกว้ก ๆ ๆ "
" เอ็งท้าทายข้าเรอะ หน็อย! ไม่รู้จักไอ้วาซะแล้ว ข้านี่แหละเซียนยิงหนังกะติ๊กของคุ้มบ้านเหนือเลยนะเว้ย รอก่อนเถอะ! "
เจ้าลิงจอมซนสวมบทนักล่าย่องเข้าหาเหยื่ออย่างเงียบกริบไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจ เขาค่อย ๆ สืบเท้าเข้าไปใกล้ๆ ในมือกระชับอาวุธพร้อมจะเหนี่ยวยิงได้ทุกเมื่อ ระยะห่างจากเหยื่อสั้นลงทุกทีๆ เจ้านกโชคร้ายคงชะตาขาดเป็นแน่
" เสร็จข้าแน่เจ้านกดวงจู๋เอ๋ย "
จังหวะนั้นนักล่ามือฉมังยืดตัวขึ้นเหนี่ยวหนังสติ๊กสุดแขนสั้นนั้นเล็งไปที่เป้าหมายตาคมเพ่งไปที่เหยื่อไร้แววความปรานี และแล้ว!!
วืด! โครม! พรึ่บ!!!!แกว้ก ๆ ๆ( เกิดอะไรขึ้น )
เหยื่อหนีรอดไปได้อย่างหวุดหวิด โชคดีเสียจริงเจ้านกเอ๋ย แล้วเจ้าหนูคนนั้นล่ะ?!..ฉไนไปนอนแผ่จมกองใบไม้แห้งอย่างนั้นล่ะ
ชีวานนท์นอนมองฟ้าหลังจากหงายหลังเพราะท่อนไม้ที่เหยียบไว้ไถลไปข้างหน้า ก่อนจะกระเด้งตัวขึ้นนั่งอย่างหงุดหงิด
"โธ่เว้ย!!! ทำไมถึงไม่ได้เรื่องแบบนี้ว่ะไอ้วา กำลังจะได้อยู่แล้วเชียว ดั๊น! เหยียบพลาดซะได้...ดูสิหงายหลังไม่เป็นท่าเลย เอ็งนี่มันห่วยแตกจริง!...ไม่สิเป็นเพราะพ่อมากกว่าที่ให้เชื้อซุ่มซ่ามนี้ข้ามา... โว้ย!!! เจ็บใจนัก!!... "
เจ้าลิงอารมณ์เดือดเอามือขยี้ผมสั้นนั้นพร้อมกับบ่นกระปอดกระแปดพลางดันตัวลุกขึ้น ปัดเอาเศษที่ติดตัวออก ขณะเดียวกันมีบางอย่างกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ทุกที ๆ
' เอ๊ะ! เสียงอะไรดังมาจากข้างหลังเรานะ แล้วมันก็ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วด้วย อย่าบอกนะว่าผีมาหลอกข้ากลางวันแสก ๆ นี่มันก็ใกล้ป่าช้าด้วย เจ้าป่าเจ้าเขาช่วยลูกด้วยเถอะ อย่ามาหลอกมาหลอนกันเลยข้ากลัวแล้ว...'
เจ้าหนูหลับตาปี๋ยกมือไหว้ท่วมหัวตัวสั่นเทา ไม่เหลือคราบนักล่าจอมโหดเมื่อสักครู่สักนิด เพราะรับรู้ถึงกระแสอันตรายข้างหลังตน ก่อนเสียงลึกลับนั้นจะเงียบลง
' หืม?! ... เสียงเงียบไปแล้ว เฮ้อ!.. ค่อยยังชั่วหน่อย..'
เจ้าหนูกระหยิ่มยิ้มย่องได้เพียงครู่ หันหลังตาก็ต้องตกใจเสียยิ่งกว่าเห็นผี!!!
" หละ ละ....หลวงตา!!!"
เจ้าลิงจอมซนหน้าหดเหลือไม่ถึงนิ้วเมื่อเห็นหลวงตาคำยืนมือไพล่หลังพร้อมไม้เรียวในมือ วันนี้ช่างอับโชคเสียจริงเจ้าลิงน้อยเอ๊ย!!
หลวงตาคำเดินตามเจ้าลิงมาตั้งแต่ออกจากวัดแล้ว
จากนั้นท่านจึงริบอาวุธนั้นไว้พร้อมทั้งกำชับไม่ให้ทำอีก
" การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมันเป็นบาปรู้ไหมเจ้าลิงน้อย เจ้าไม่ชอบให้คนอื่นทำร้ายฉันใด สิ่งชีวิตไม่ว่าสัตว์หรือพืชก็ไม่อยากถูกทำร้ายฉันนั้น เจ้าเองก็คือสัตว์ชนิดหนึ่งเหมือนกันเพราะฉะนั้นการไม่เบียดเบียนกันจะนำมาซึ่งความผาสุขจำไว้ และเพื่อเป็นการลงโทษเดินแผ่เมตตาตามหลวงตามา แล้วเย็นนี้นั่งสมาธิจนกว่าหลวงตาจะบอกให้พอ "
" หาหลวงตา! ว่าอะไรนะคับ....ใจร้ายที่สุดเลย ผมไม่เอาด้วยหรอก แผ่เมตตานั่งสมาธิอะไรนั่นไม่เห็นจะสนุกตรงไหนเลย อีกอย่างผมแผ่เมตตาเป็นที่ไหนเล่า "
เจ้าลิงน้อยโวยวายทันควัน
" ถ้าอย่างนั้นท่องตามหลวงตาแล้วเดินพนมมือมาด้วย ถ้าทำได้เดี๋ยวหลวงตามีอะไรให้ "
เจ้าลิงหูผึ่งดวงตาเป็นประกายวิบวับทันที
มีรึหลวงตาจะไม่รู้ว่าต้องมีของมาล่อเจ้าลิงถึงจะยอมทำตาม
" คร้าบผมหลวงตา จะให้ท่องหมดทั้งคัมภีร์เลยก็ได้คร้าบ "
ได้ผลเจ้าลิงเสียงระรื่นขึ้นมาทันตาเห็นจนทำให้หลวงตานึกขันในใจ
' เจ้าลิงทะโมนเอ๊ย ! เหอะ ๆ ๆ '
แล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า
" ท่องตามหลวงตานะ สพฺเพ สตฺตา "
" สพฺเพ สตฺตา "
เจ้าหนูท่องตามเสียงอ่อย
" ดัง ๆ ไม่ได้ยิน "
" สพฺเพ สตฺตา! "
เขาเพิ่มเสียงขึ้นจนเป็นตะเบ็งอย่างจะประชดหลวงตาแต่นั่นยิ่งทำให้หลวงตาพอใจ
" ดีมาก "
จากนั้นจึงเดินท่องตามหลวงตามาเรื่อยๆ แต่เมื่อหลวงตาเผลอก็ทำท่าลิงหลอกเจ้าอยู่ข้างหลังแต่ก็ไม่พ้นสายหลวงตาอยู่ จนหลวงตาต้องเอาไม้เรียวขู่เป็นพัก ๆ( เจอเจ้าลิงตัวนี้เข้างานหินอยู่นะขอรับหลวงตา...)
จนมาถึงทางเข้าวัด
ในขณะที่หลวงตาคำและชีวานนท์กำลังจะเข้าไปในบริเวณวัดนั้น ปรากฏรถกระบะสีดำสภาพกึ่งเก่ากึ่งใหม่ วิ่งมาจอดข้างๆ
คนขับเป็นชายตี๋หน้าตาดีวัยราวสี่สิบเศษ นั่งคู่กับหญิงวัยไล่เลี่ยกันรูปหน้าสวยมีเสน่ห์แม้จะมีริ้วรอยบ้างก็ตาม ทั้งสองแต่งในชุดผ้าเนื้อดี พร้อมกับเด็กน้อยน่ารักคนหนึ่งที่นั่งระหว่างกลาง น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับชีวานนท์
" นิมนต์ไปไหนมาขอรับหลวงตา "
ชายในรถเอ่ยขึ้นหลังจากลดกระจกลง
" โยมดินกับโยมดาวนี่เอง อ๋อ!อาตมาไปตามจับลิงมาน่ะพอดีมันหลุดจากกรง "
" อย่างนั้นหรือขอรับ ท่าทางจะซนมากนะขอรับเจ้าลิงตัวนี้ ... แต่หน้าตาน่าเอ็นดูเชียว ฮา ๆ ๆ "
พสุธาเอ่ยปนขันหลังจากได้คำตอบพลางทอดสายตาไปยังเด็กตัวโตที่ยืนทำหน้าแหยอยู่ เด็กน้อยในรถได้ยินดังนั้น รีบชะเง้อมองตามด้วยความสนใจทันที
"ในวัดมีลิงด้วยหรือครับหลวงตา เอ!? อยู่ไหนละครับ มิลเห็นแต่นายตัวดำยืนอยู่ ...หวัดดีนาย "
เขาส่งยิ้มให้นายตัวดำนั้นอย่างเป็นมิตร แต่กลับได้รับท่าลิงกลับมา
" เอ!? รึว่านี่จะเป็นลิงตัวที่หลวงตาว่า สงสัยจะฟังภาษาคนไม่เข้าใจนะครับหลวงตา "
" ใช่แล้วเจ้าหนู...ตัวนี้นี่และลิงทะโมนเลย "
' หน็อยแน่ไอ้หน้าหวานเดี๋ยวเถอะเอ็งว่าข้าฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องเรอะ เดี๋ยวได้เจอดีหรอก คนยิ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่ '
ชีวานนท์นึกแค้นในใจ
' ทำไมต้องทำตาดุใส่เราด้วย นายโกรธเราหรือ '
ขณะที่ทุกคนกำลังขันอยู่แต่ชีวานนท์ไม่ได้นึกขันด้วยสักนิด จากที่อารมณ์กรุ่นมาก่อนแล้วพอได้ยินคำพูดของเด็กคนนั้นทำให้เขาฉุนเฉียวได้โดยง่าย ความขุ่นเคืองเกิดขึ้นในใจเขาจนมันปรากฏที่ดวงหน้า และหลวงตาคำสังเกตเห็นจึงเอ่ยเสียงเบาพอให้เจ้าลิงได้ยิน
" โกรธคือโง่ โมโหคือบ้านะเจ้าลิงน้อยเอ๋ย... "
ได้ยินดังนั้นเขาจึงเบือนหน้าไปทางอื่น เพื่อหลบสายตาของเด็กในรถที่จ้องด้วยความสงสัย ก่อนหลวงตาจะเอ่ยถามคนในรถต่อ
" ว่าแต่โยมมาวัด มีธุระอันใดรึ!? "
" คืออิชั้นได้มะม่วงเขียวเสวยมาน่ะเจ้าค่ะหลวงตา แล้วเมื่อเช้าใส่บาตรไม่ทันเลยจะนำมาถวายนะเจ้าค่ะ "
ดุจดาวกล่าวตอบ
" อ้อ! ถ้าอย่างนั้นไปรอที่กุฏิอาตมาก่อนแล้วกัน เดี๋ยวอาตมาตามไป "
สิ้นคำหลวงตา รถกระบะคันนั้นก็ออกตัวไปส่วนเจ้าลิงนั้นแยกกับหลวงตาคำตรงนั้นด้วยอาการกระฟัดกระเฟียด
✤✤✤✤✤✤✤✤✤✤
ฟากหนึ่งของบริเวณวัดทางทิศตะวันออกเป็นแนวต้นไม้ร่มครึ้ม
หลังจากแยกกับหลวงตาคำแล้วเจ้าลิงได้ไปหาผลไม้ป่ากินแถวนั้น
ใต้เงาไม้นั้นชีวานนท์กำลังเงยหน้ามองหาบางอย่างบนเถาวัลย์ที่คดพันกันไปตามแนวลำต้นไม้ตระแบกใหญ่ บนเถานั้นมีใบเขียวเล็ก ๆ ขึ้นแซมประปรายสูงขึ้นไปใบหนาขึ้นจนบังแดดได้
เพราะมัวแต่สนใจอย่างอื่นจึงไม่ได้รู้สึกถึงการมาของใครอีกคน ซึ่งยืนอยู่ข้างหลังเขาเลยสักนิด
' นายมองหาอะไรของนายอยู่นะ เรามายืนอยู่หลังนายใกล้ขนาดนี้ยังไม่รู้สึกตัวอีก ถ้าเป็นงูคงฉกนายตายไปแล้ว '
รามิลรำพึงในใจก่อนจะเงยขึ้นมองดูบ้าง ทันใดนั้นเอง!
" โอ๊ย !... อูยเจ็บจัง ถอยมาได้ไม่ดูบ้างเลย .. "
" เหวอ!.. อุ๊บ... จู๊บ! "
โดยไม่ระวังตัวขณะที่เจ้าลิงกำลังก้าวถอยหลังเป็นจังหวะเดียวกันที่รามิลก้าวมาข้างหน้า เจ้าลิงหันขวับมาตามสัญชาตญาณทันที ทำให้รามิล เสียการทรงตัวเซล้มไปด้านหลัง ไม่ถึงเสี้ยววินาทีอีกร่างหนึ่งที่โตกว่า ล้มมาทับร่างเขา ปากกับปากประกบกันอย่างพอดิบพอดี
' ตึกตัก ๆ ทำไมหัวใจเราเต้นแรงแบบนี้ล่ะ เอ๊ะ! หน้านายเปลี่ยนเป็นคนอื่นไปแล้ว! ใครกันผู้ชายคนนี้?! แต่แปลกเรากลับคุ้นหน้าเหมือนเคยเห็นมาก่อน '
รามิลคิดในใจชีวานนท์ก็เช่นเดียวกัน
' ไอ้หน้าหวานมันมาตั้งแต่เมื่อไรว่ะ แล้วดูตามันสิตาเล็ก ๆ ยังทำเป็นเปิดตาโตอีก... เหวอ! ทำไมหน้ามันกลายเป็นผู้หญิงว่ะ ผีหรือคนนี่เอ็ง?!.. แต่จะว่าไปคุ้นหน้าผู้หญิงคนนี้ชะมัดแถมยังสวยสะเด็ดเลย '
เหมือนเวลาหยุดนิ่งไปชั่วครู่ ความรู้สึกประหลาดวิ่งเข้าสู่หัวใจของหนุ่มน้อยทั้งสองเมื่อตาประสานตา และหัวใจเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ลมหายใจอุ่น ๆ พ่นรดใบหน้ากันและกัน ขณะภาพซ้อนนั้นค่อย ๆ เลือนหายช้า ๆ ไปพร้อมกับผีเสื้อลึกลับที่ปรากฏอยู่เหนือเด็กทั้งสองก่อนที่พวกเขาจะล้มทับกัน
' ทำไมเราถึงเป็นแบบนี้ไปได้ ความรู้สึกที่มันแน่นในอกนี่มันคืออะไรนะ '
ทั้งชีวานนท์และรามิลคล้ายกับตกอยู่ในมนต์สะกดของสิ่งเหนือธรรมชาติบางอย่าง
ลมร้อนพัดวูบกระหวัดใบไม้บิดเป็นเกลียวขึ้นกลางอากาศพร้อมกับใบไม้แห้งบนยอดสูงปลิวม้วนลงสู่พื้นเบื้องล่าง
แต่ภาพนั้นกลับกลายเป็นกลีบดอกลีลาวดีค่อย ๆ โรยตัวลงมาจากฟ้าแทน มองดูราวกับม่านดอกไม้กลางอากาศ ทันใดนั้นพื้นดินที่เด็กทั้งสองนอนอยู่พลันเปลี่ยนเป็นทุ่งดอกไม้สวยงามพร้อม ๆ กับบรรยากาศรอบตัวที่เปลี่ยนไป ทัศนียภาพรอบตัวดูงดงามราวกับอยู่ในความฝันก็ไม่ปาน
ท่ามกลางกลีบดอกไม้ที่โรยลงมานั้นปรากฏสาวงามที่ชีวานนท์เห็นขึ้นชั่วครู่แล้วพลันกลายร่างเป็นฝูงผีเสื้อหลากสีมีแสงเป็นประกายระยิบระยับขณะบินขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วค่อย ๆ กลืนหายไปในอากาศ ก่อนภาพชายหนุ่มรูปงามที่รามิลเห็นจะปรากฏมาแทน พร้อมส่งยิ้มให้เด็กน้อยทั้งสองแล้วหายวับไป ทันใดนั้น! ฟ้าใสกลับมืดสนิทในฉับพลัน ลมพัดกรรโชกแรงพร้อมกับเสียงคล้ายใบพัดเฮลิคอร์ปเตอร์ดังขึ้นใกล้ ๆ แล้วค่อย ๆ ห่างออกไปและเงียบหายไปในที่สุด
ลมสงบลงพร้อมกับบรรยากาศกลับมาสดใสเช่นเดิม ชายหญิงคนนั้นกลับมาอีกครั้งในท่าโอบกอดกันอย่างหวานซึ้งแล้วพลันกลายเป็นกลีบดอกลีลาวดีโปรยลงบนร่างหนุ่มน้อยทั้งสองอีกครั้ง
พวกเขาหาได้รู้สึกตื่นตกใจกับภาพที่เห็นนั้นไม่กลับรู้สึกคุ้นเคยและอิ่มเอมในหัวใจอย่างประหลาด ก่อนจะมีเสียงหนึ่งปลุกเด็กน้อยทั้งสองกลับมาสู่ปัจจุบัน
" โฮ่ง ๆ กระต๊าก ๆ ! "
หมาวัดเห่าไล่แม่ไก่อยู่ไม่ไกล แรงกระพือของปีกไก่ที่บินหนีนั้นพัดเอาฝุ่นปลิวมายังเด็กน้อยทั้งสอง
ด้วยสัญชาตญาณเจ้าลิงรวบร่างบางนั้นไว้แล้วใช้ตัวบังฝุ่นที่ปลิวมา
ทั้งสองหยุดหายใจไปชั่วขณะก่อนจะได้สติผละลุกออกจากกัน
" อะ... อะ.. เอ็ง มะ ..มาตั้งแต่เมื่อไรว่ะ ทะ... ทา...ทำไมไม่ให้สุ้มให้เสียง?! "
' ทำไมข้าต้องตื่นเต้นด้วยว่ะ หัวใจเต้นแรงเหมือนวิ่งเตะบอลมาสักชั่วโมงเลย..แล้วดูหน้ามันสิแดงเถือกเลยหรือว่ามันจะอายข้า!? แล้วตะกี้ทำไมข้าถึงต้องปกป้องมันด้วย โว้ย..งง.?? '
ชีวานนท์เอ่ยถามเสียงติดขัดและนึกแปลกใจกับความผิดปกติของตนเอง พลางเอามือปัดฝุ่นออกจากตัวขณะรามิลนั้นอยู่ในอาการเดียวกัน ก่อนจะหลบตาคมตอบเสียงประหม่า
" เอ่อ ... เรามาสักพักหนึ่งแล้วล่ะ แต่...นายไม่รู้สึกตัวเอง "
' ทำไมเราต้องประหม่าแบบนี้ด้วยล่ะ มันไม่ใช่ตัวเราเลยสักนิด แถมหัวใจยังเต้นแรงอีกต่างหาก หน้าก็ร้อนผ่าวเลย... นี่อย่าบอกนะว่าเรากำลังเขินนายลิงดำคนนี้อยู่ บ้าน่านี่เราเป็นอะไรไป '
รามิลนั้นสับสนกับความรู้สึกของตนเองไม่น้อยเช่นกัน
" เออช่างเถอะ! แล้วเอ็งมานี่ทำไม ควรจะอยู่ที่กุฏิหลวงตาไม่ใช่เรอะ "
" ป๊ากับม๊านั่งคุยกับหลวงตา เรารู้สึกเบื่อเลยขออกมาเล่นข้างนอก... จริง ๆ ก็ตั้งใจจะมาหานายด้วยนั่นและ คือเราอยากจะถามว่าเมื่อกี้นายไม่พอใจเราหรือเปล่า ถึงทำหน้าแบบนั้นใส่เรา "
รามิลพูดเข้าประเด็นโดยไม่อ้อมค้อมตามนิสัยของเขา
" อ๋อ! เปล่านี่แค่... "
เจ้าลิงเอ่ยเสียงห้วนปฏิเสธ ก่อนเว้นไว้แล้วพูดต่อในใจ พลันอารมณ์ขุ่นมัวได้เกิดขึ้นแต่กลับหายไปอย่างรวดเร็ว..
' อยากจะต่อยหน้าเอ็งซักหมัดก็เท่านั้น... แต่ทำไมตอนนี้ข้าถึงไม่นึกอยากทำแล้วว่ะ '
" แค่อะไร.. "
" เออนะ!..ไม่มีอะไรหรอก เซ้าซี้จริงหมดธุระแล้วก็กลับไปซะ อยู่ตรงนี้เกะกะข้า ไปสิ!.."
ชีวานนท์ขึ้นเสียง
' คนอะไรเนี่ย ไม่มีความเป็นมิตรเอาเสียเลย '
รามิลนึกในใจ
" ยังไม่ไปอีก "
ขึ้นเสียงไม่พอยังใช้มือผลักอกของรามิลเสียด้วย ( ใจร้ายจังเจ้าลิง ) จนร่างบางนั้นเซไปข้างหลัง
" โอ๊ย!.. นายเป็นบ้าอะไรของนายกัน!..ไหนนายว่าไม่ได้ไม่พอใจไง แล้วที่นายตวาดเราแถมยังผลักอกแบบนี้มันคืออะไรล่ะ "
รามิลเอ่ยเสียงสั่นน้ำตาคลอเบ้าเจ้าลิงเห็นดังนั้นถึงกับใจเสีย
' อะไรของมันว่ะไอ้นี่ น้ำตาจะร่วงเฉยเลยข้ายิ่งไม่ชอบเห็นน้ำตาคนอื่นซะด้วย '
เขาคิดในใจก่อนจะเอ่ยว่า
" งั้น... ข้าขอโทษแล้วกันที่ตวาดเอ็ง...แค่นี้ทำเป็นตาแดงบ่อน้ำตาตื้นชะมัด "
" ก็เราไม่เคยโดนตวาดนี่แล้วก็ไม่เคยมีใครมาทำรุนแรงแบบนี้กับเราด้วย และอีกอย่างเราไม่ได้ร้องไห้ ฝุ่นมันเข้าตาต่างหาก "
แต่รามิลรู้ดีว่าตนเองกำลังพูดปดอยู่
' นี่นายเป็นอะไรไปรามิล จู่ ๆ น้ำตาก็เอ่อออกมาเอง นายไม่เคยเป็นแบบนี้เลยนะ... '
รามิลรู้สึกไม่เข้าใจความรู้สึกของตนเอง ก่อนล้วงผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าสะพายข้างตัวมาเช็ดน้ำตาที่พาลจะไหลอยู่รอมร่อก่อนตัวปัญหาจะเอ่ยขึ้น
" งั้น...ถอยออกไปก่อน ข้าจะมองหาลูกยางป่าต่อ "
' ไอ้นี่ท่าทางจะสำอางไม่ใช่เล่นพกผ้าเช็ดหน้าอย่างกับผู้หญิง โห! พวงกุญแจที่กระเป๋ามันสวยชะมัดเลย มันตัวอะไรว่ะ... '
เหมือนอารมณ์ร้อนของเจ้าลิงจะเริ่มเย็นลงแล้วแต่ก็ไม่วายค่อนแคะในใจและเหมือนเขาจะเห็นบางอย่างที่กระเป๋าของรามิล
" ลูกยางป่า? "
รามิลทวนคำ
" อื้มใช่...ลูกยางป่า...อย่าบอกนะว่าไม่รู้จัก...ฮึ!อย่างว่าแหล่ะหน้าตาอย่างเอ็งรู้ก็แปลกแล้วล่ะ... อ๊ะ! นั่นไงเจอแล้ว หาตั้งนาน...หลบกันดีนักนะ.. "
' หน้าตาอย่างเรามันทำไมหรือนายลิงดำ พูดดี ๆ นะก็คนไม่รู้จักมันผิดด้วยหรือ '
รามิลรู้สึกหงุดหงิดกับคำพูดนั้นขณะอีกฝ่ายไม่ได้สนใจว่าคำพูดตนจะไปกระทบความรู้สึกคนฟังหรือไม่ กลับมองหาท่อนไม้เพื่อจะขว้างลูกยางป่าแถมยังหันมาอวดตนเองหน้าตาเฉย
" ดูนี่นะ ข้าน่ะเซียนแห่งความแม่นยำ เลยจะบอกให้ดูไว้เป็นบุญตาไอ้หน้าหวาน ฮึ่บ!.... "
' ดูสิ! จะแม่นแค่ไหนท่าทางขี้โม้ซะมากกว่า แบร่!!. นายลิงดำเอ๊ย!! '
รามิลนึกแย้งในใจ
แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น...ชีวานนท์ขว้างไปยังเป้าหมายอย่างแม่นยำ เห็นดังนั้นรามิลถึงกับกระโดดดีใจอย่างลืมตัวและลืมความขุ่นเคืองเมื่อกี้นี้ไปจนหมด นี่แหละหนาเด็กน้อย
" โห! สุดยอดมากนายลิงดำ... เยี่ยม ๆ เรายกนิ้วโป้งให้นายสองนิ้วเลย "
รามิลไม่รู้ตัวเลยว่ารอยยิ้มและอาการนั้นทำให้เจ้าลิงหัวใจหวั่นไหวแปลก ๆ
" เหอ ๆ มันก็ไม่ขนาดนั้นหรอก "
เจ้าลิงเอามือลูบหัวด้วยรู้สึกเขินขึ้นมาไม่มีเหตุผล
' หัวใจข้ามันเต้นแรงอีกแล้ว แค่เห็นรอยยิ้มนั่นแค่นี้เอง แต่หน้ามันตอนยิ้มนี่น่ารักอย่างกับเด็กผู้หญิงเลยว่ะ... ไม่สิมันดูดีกว่าเด็กผู้หญิงแถวบ้านข้าเสียอีก '
' อะไรอีกล่ะ จ้องหน้าเราไม่กระพริบแบบนั้น นายจะว่าอะไรเราอีก แล้วแววตานั่นมันคืออะไร แต่เอ๊ะ!.. แล้วเราจะเขินทำไมนะ '
จากนั้นจึงต่างคนต่างเงียบ จนกระทั่งแม่ไก่ได้ส่งเสียงขึ้นอีกครั้ง เด็กทั้งสองจึงเลิกจ้องตากันแล้วเดินไปเก็บลูกยางป่าขึ้นมาคนละลูกสองลูก และแอบยิ้มกับตนเอง ก่อนรามิลจะเอ่ยขึ้นหลังจากนั้น
" แล้วไอ้ลูกยางป่านี่เขากินกันยังไง "
" เอ็งไม่รู้จริง ๆ เรอะ? "
' โง่ชะมัด '
เจ้าลิงดูถูกในใจ ก่อนจะเอ่ยต่อ
" ก็แค่อ้าปากแล้วเอาเข้าไปทั้งเปลือกเคี้ยว ๆ แล้วก็กลืนง่าย ๆ แค่นี่..ทำได้ใช่ไหม?! "
น้ำเสียงนั้นแฝงความเย้ยหยันอยู่ด้วย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดที่มุมปากเมื่อเขาเห็นไอ้หน้าหวานทำตามอย่างว่าง่าย
' เอ็งนี่โง่กว่าที่ข้าคิดไว้เยอะเลยดีแล้วล่ะข้าจะแกล้งซะให้เข็ด อยากปากดีกับข้าดีนัก หึ ๆ ๆ '
เจ้าลิงยิ้มเยาะในใจแต่เขาหารู้ไม่ว่านั่นเป็นการแสร้งทำ ช่างไม่ทันคนเอาเสียเล้ยเจ้าลิง!...
รามิลค่อย ๆ เอาลูกยางป่าเข้าใกล้ปากช้า ๆ ตาหวานเหล่ไปที่หน้าคมตรงหน้านึกลุ้นว่าชีวานนท์จะห้ามไหม...
" เฮ้ย ๆ ใจเย็นไอ้น้องข้าอำเล่น นี่ดูข้า...มืออาชีพจะทำให้ดู "
' สำเร็จ! นายลิงเอ๊ย คิดจะแกล้งรามิลเรอะ!..เร็วไปสิบปี ฮา ๆ ๆ '
' เฮ้อ! เห็นหน้าหวาน ๆ ของมันแล้วทำไม่ลง '
รามิลลอบยิ้มในใจที่แกล้งเจ้าลิงได้โดยที่เขาไม่รู้ตัว ขณะคนโดนแกล้งคืนนั้นนึกเห็นใจ เฮ้อ! ไม่ทันเหลี่ยมรามิลเสียแล้วเจ้าชีวานนท์เอ๋ย...
เจ้าลิงเอาลูกยางป่าในมือเช็ดกับเสื้อแล้วค่อย ๆ ปอกเปลือกออก น้ำยางสีขาวข้นไหลออกมาทันทีที่เปลือกแยกออกจากกัน เผยเนื้อในสีเหลืองส้มน่ากิน น้ำลายพลันสอที่มุมปากของเขาก่อนจะอ้าปากงับลิ้มรสชาดแล้วกลืนลงคอทั้งเม็ด สีหน้าเป็นสุขราวกับกินอาหารเลิศรส รามิลเผลอกลืนน้ำลายตามอย่างลืมตัว เสียงดังอึก!! จนเจ้าลิงต้องลืมตาขึ้นมองและแอบยิ้มก่อนจะพูดเหน็บว่า
" ปอกแบบนั้นเมื่อไรจะได้กินกันเล่า ส่งมานี่เดี๋ยวข้าทำให้..."
รามิลยื่นให้อย่างว่าง่ายพร้อมตั้งใจดูการสาธิตจากปรมาจารย์
" นี่เขาทำแบบนี้ ป๊าบ ๆ โช๊ะ... นี่เห็นไหมง่าย ๆ น่ากินใช่ไหมล่ะแต่เวลากินอย่าให้โดนน้ำยางนะมันขมอย่าบอกใครเลยล่ะ ทีนี้ก็เอาเข้าปากแบบนี้ "
เจ้าลิงทำท่าจะเอาเข้าปากตนเองบ้าง แต่ตานั้นแอบเหล่ไปที่หน้าหวานของรามิลซึ่งกำลังอ้าปากตามเขาด้วยความเสียดาย
" ฮา ๆ เอ็งนี่หลอกง่ายดีแท้ แล้วหน้าเอ็งตะกี้โคตรตลกเลย ฮ่า ๆ ๆ ๆ "
แต่เจ้าลิงต้องหัวเราะไม่ออกเมื่อไม่เห็นมีการตอบโต้ใด ๆ อย่างที่คิด มีเพียงความเครียดบนหน้าหวานแทนรอยยิ้มซึ่งมันมักจะปรากฏบนหน้าของรามิลเสมอ แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้นหรือว่าเขาจะแกล้งรามิลมากเกินไป มวลอากาศรอบตัวเริ่มหนักขึ้นจนเจ้าลิงรู้สึกอึดอัด
' เป็นอะไรของมันอีกว่ะทำหน้าอย่างกับตูดลิงเลย...เอ้ย! ตูดลิงมันก็ตูดข้านะสิ ไม่ใช่ล่ะ ๆ '
ชีวานนท์นึกในใจก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อยว่า
" เฮ้ย!... ไอ้หน้าหวานเป็นไรว่ะ ข้าล้อเล่นหน่อยเดียวเอง "
เอาไหล่ชนไหล่หมายจะทำให้มีการตอบโต้แต่...
" ....... "
" เฮ้ย! โกรธจริงหรือว่ะอะไรของเอ็งเนี่ย?!...ไม่หนุกเลย อ่ะ ๆ ไม่แกล้งก็ได้ เอา! เอาไป ล้อเล่นแค่นี้ทำเป็นงอนอย่างกับผู้หญิง รีบรับไปสิ "
ยื่นลูกยางป่าในมือให้พร้อมทำหน้าสำนึกผิดแต่ไม่ได้ผล
" ....... "
' มันยังเงียบและนิ่งอยู่เลยว่ะ เอ้า?..ก้มหน้าทำไมว่ะ เฮ้ย! ตัวสั่นด้วยหรือว่า... '
ชีวานนท์ถึงกับหน้าตาตื่นทีเดียว ก่อนจะเอ่ยเสียงเป็นกังวลและพยายามง้อเต็มที่ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อน
" นี่เอ็งถึงกับร้องไห้เลยหรือว่ะ ข้าขอโทษแล้วไง อ่ะ ๆ ไม่แกล้งแล้วนี่ไงรับไปสิ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งเอ็งจริง ๆ นะ ข้าขอโทษ ๆ ๆ ...ถ้าเอ็งไม่เอาเดี๋ยวข้ากินเองจริง ๆ นะ หวานอร่อยมากเลยนะอย่ามาเสียใจทีหลังล่ะ "
แต่ก็ยังเงียบอยู่ดี จนเขาไม่ไหวจึงเอื้อมมือไปแตะไหล่ของรามิล เอี้ยวตัวเงยหน้ามองหน้าหวานที่ก้มงุดอยู่ ทันใดนั้น!..
" ฮา ๆ ๆ เรากำลังขำต่างหากเล่า...ขอบใจนายมากนะที่ปอกให้ ...งั่บ ๆ ๆ ว้าววว.. ไม่คิดว่าจะหวานขนาดนี้นะเนี่ย อร่อยจัง... "
รามิลหยิบลูกยางป่าในมือเจ้าลิงเอาเข้าปากหน้าตาเฉยท่าทางนั้นมันกวนโมโหเจ้าลิงไม่น้อย แต่น่าแปลกที่เขาไม่ได้โมโหอย่างที่ควรจะเป็นกลับลอบยิ้มกับความน่ารักของไอ้หน้าหวานตรงหน้าเสียอย่างนั้น อาจจะเพราะรอยยิ้มชวนมองนั่นหรือเปล่าที่ทำให้เจ้าลิงลืมนิสัยขี้โมโหของตนไปอย่างง่ายดาย หนำซ้ำยังปอกเปลือกอีกลูกยื่นไปให้รามิลอีกด้วย เอ๊ะ!มันยังไง ๆ ซะแล้วสิ?!
" อาส์ ... ทำไมยิ้มของเอ็งมันน่ารักอย่างนี้ว่ะไอ้หน้าหวาน "
เจ้าลิงเพ้อออกมาเสียงแผ่วพร้อมกับยื่นอีกลูกให้รามิล
" ขอบใจนะ...หืม !? นายว่าอะไรนะ เราได้ยินไม่ชัด "
เจ้าลิงยังคงอยู่ในภวังค์ของตนตามเดิม
" นายลิงดำ!! เป็นอะไรหรือเปล่า ใจลอยไปถึงไหนอีกแล้วนะ?!... เฮ้อ!.. "
แต่ก็ยังเหม่ออยู่...ในที่สุด
รามิลเอาปากไปใกล้ ๆ หูชีวานนท์แล้วเรียกเสียงดัง
" นายลิงดำ!!!! "
" เย้ย! แม่จ๋าลูกผิดไปแล้ว?! "
ชีวานนท์สะดุ้งโหยงอุทานด้วยความตกใจพร้อมกับท่าทางพิลึกที่เขามักจะเป็นเวลาตกใจคือ หดมือมาป้องที่หน้าอกแล้วยกขาซ้ายขึ้นทำหน้าตาไม่ต่างจากลิงตกใจ รามิลเห็นดังนั้นถึงกับหลุดฮาก๊าก
" ฮา ๆ ๆ ๆ ท่าอะไรของนายอ่ะ ตลกจัง... เรารู้แล้วล่ะทำไมหลวงตาเรียกนายว่าลิง ฮา ๆ ๆ ๆ "
" เงียบไปเลย.... หัวใจข้าแทบวายแหน่ะ..แล้วทำไมเอ็งต้องตะโกนใส่หูข้าด้วยเล่า!? ฮึ?!..ไอ้หน้าหวาน แก้วหูแตกขึ้นมาจะทำยังไง "
" ก็นายมองหน้าเราแล้วชอบเหม่อเรียกยังไงก็ไม่ได้ยินเองนี่ เอ้อ! เราชื่อ รามิลไม่ใช่ไอ้หน้าหวานเรียกว่า มิลก็ได้ เข้าใจไหม แล้วนาย....."
" ไม่ได้ถามสักหน่อย มาบอกทำไม ใครอยากรู้จักเอ็งกัน! เชอะ! "
ไม่ทันที่รามิลจะจบประโยคก็โดนขัดขึ้นเสียก่อนด้วยน้ำเสียงกวน ๆ ของเจ้าลิง พร้อมกับกอดอกสะบัดหน้างอน และกระดิกเท้ากวนโอ๊ยยิ่งนัก
" ป๊าวว!! เราพูดกับไก่ตัวนั้นต่างหาก "
รามิลไม่ยอมแพ้ ชีวานนท์ก็ไม่ลดละ
" ไม่ยักรู้ว่าเอ็งพูดกับไก่รู้เรื่อง ฮา ๆ ๆ...ข้าก็ชื่อ...ไอ้ลิงนั่นและ ไหน ๆ ใครก็เรียกข้าว่าลิง แถมยังทำหน้าลิงอีก เอ็งก็ยังเรียกข้าเมื่อตะกี้นี้ งั้นก็เรียกว่าไอ้ลิงนั่นและ "
ชีวานนท์ยังกวนไม่เลิก พร้อมยักคิ้วกวนโอ๊ยส่งให้รามิล
" นายจะกวนเราอีกนานไหม?? อืม...เอางั้นก็ได้นายลิงก็นายลิง นายลิงดำซะด้วย ฮ่ะ ฮ่าๆๆๆ "
ทั้งคู่หัวเราะครื้นเครงอย่างคนที่คุยถูกคอกัน ซึ่งตั้งแต่ไอ้จุกเสียไปนี่เป็นครั้งแรกที่ชีวานนท์รู้สึกดีแบบนี้จนความตั้งใจเดิมที่จะไม่มีเพื่อนอีกเริ่มสั่นคลอน
' ข้าไม่คิดเลยว่า เอ็งจะทำให้ข้ารู้สึกดีแบบนี้ได้ ทั้ง ๆ ที่ข้าไม่ชอบขี้หน้าเอ็งตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ แต่พอได้คุยกันกลับถูกชะตาและคุ้นเคยจนข้าก็ไม่เข้าใจตัวเอง เอ็งมันคนหรืออะไรกันแน่ว่ะ '
" นายลิงดำ! เหม่ออีกแล้ว คิดอะไรในใจเหรอ "
รามิลแสร้งถามทั้งที่ความรู้สึกของชีวานนท์นั้นแสดงออกทางสีหน้าและแววตาชัดเจน ( เป็นคนที่เก็บความรู้สึกไม่เป็นหรือไงนะเจ้าลิง )
" เปล่าไม่ได้คิดอะไร "
' นายนี่มันโกหกไม่เก่งเอาเสียเลย ไม่รู้ตัวหรือไงนะว่าหน้านายมันฟ้องความคิดนายหมดแล้วนายลิงบ๊อง!! '
รามิลนึกในใจก่อนชีวานนท์จะเอ่ยว่า
" ...งั้นเอาอย่างนี้ถ้าเอ็งอยากรู้ว่าข้าชื่ออะไรก็ทำให้ข้าสนิทกับเอ็งให้ได้ก่อนก็แล้วกัน แล้วข้าจะบอกชื่อข้า... ตกลงไหม!? "
ชีวานนท์ยื่นข้อเสนอแกมบังคับและขอร้องกลาย ๆ ด้วยเขาเองนั้นรู้สึกอยากเป็นเพื่อนกับรามิล ซึ่งผิดจากปกติของตัวเขาเองที่มีโลกส่วนตัวสูงแล้วยังมีความคิดแปลกกว่าเด็กวัยเดียวกันด้วย จะเรียกว่าเข้ากับคนอื่นยากก็ว่าได้ แต่สำหรับรามิลเขากลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดและอยากอยู่ใกล้ชิดอย่างไม่มีเหตุผล
ชีวานนท์จ้องหน้าหวานที่เปื้อนยิ้มนั้น อย่างจะสำรวจให้ถ้วนถี่
' เอ็งนี่ตาหวานจังว่ะไอ้มิล...หน้าก็ยิ้มแย้มรับแขกตลอดเวลา ขนตาเอ็งก็ย้าวยาว...จมูกก็โด่งแล้วไอ้ปากแดง ๆ กับผิวขาว ๆ ของเอ็งนี่มันเด็กผู้หญิงชัดๆ ผิดกับข้าลิบลับเลย...ตัวดำเมี่ยม เสื้อผ้าที่เอ็งใส่ก็สวยแถมยังพูดเพราะอีก นิสัยก็ดูสุภาพเรียบร้อย ไม่มีอะไรที่ข้าจะเทียบเอ็งได้เลยสักนิด แต่ทำไมนะ ? แค่ข้าได้คุยกับเอ็งแป๊บเดียว แต่กลับรู้สึกเหมือนรู้จักกันมานาน เอ็งจะรู้สึกเหมือนกับข้าไหมนะ ?
นี่ถ้าเอ็งเป็นเด็กผู้หญิงข้าคงชอบเอ็งแน่ ๆ ขนาดเอ็งเป็นผู้ชายข้ายังห้ามใจไม่ให้มองหน้าเอ็งไม่ได้เลย '
ชีวานนท์รำพึงในใจขณะเพ่งตาคมสำรวจร่างบางตรงหน้า รอยยิ้มและแววตาเขาทำให้คนถูกมองเริ่มรู้สึกเขินอาย
' ทำไมนะทุกครั้งที่ตาคมของนายจ้องมาที่เรา ๆ รู้สึกหน้าร้อนผ่าวแล้วหัวใจก็เต้นแรงทุกทีเลย '
รามิลรำพึงในใจก่อนจะถามไม่เต็มเสียงด้วยพยายามระงับความรู้สึกข้างใน
" เอ่อ...นายลิงดำ นายจ้องหน้าเราอีกแล้วนะ แล้วทำไมต้องยิ้มแปลก ๆ แบบนั้นด้วย "
" ฮึ!... ใครๆ จ้องหน้าเอ็งกัน ข้านี่นะ!?.."
ปฏิเสธเสียงสูงพร้อมเอานิ้วจิ้มที่อกตัวเองแล้วส่ายหัวยิก หน้าตาส่อพิรุธเต็มที่
" เอ็งนี่หลงตัวเองจริง นู่น!..ข้ามองกิ้งก่าที่ต้นไม้ด้านหลังเอ็งนั่นต่างหากแล้วใครยิ้ม ไม่มี้! "
ยื่นหน้าไปที่ต้นไม้ด้านหลังรามิล
รามิลหันมองตามสายตาคนไม่ยอมรับความจริง
" เหรอ! ไหนล่ะไม่เห็นมีสักกะตัว "
" ก็มัน....หนีไปแล้วนี่หว่า แล้วตกลงยังไงจะรับปากข้าไหม "
ชีวานนท์รีบเปลี่ยนเรื่องขณะรามิลทำท่าคิดหนักอย่างจะกวนประสาทเจ้าลิงดำกลับ
" อื่ม.... จะรับปากดีไหมนะ? ติ๊กต่อก ๆ ๆ ๆ ... เอ!? เอาไงดีหนอคิดไม่ออกเลย... เฮ้อ ...ไม่เคยตัดสินอะไรยากขนาดนี้มาก่อนเลยจริง ๆ นะ... อืม...ก็ได้....เราจะมาเล่นที่วัดบ่อย ๆ และเราสัญญาว่าจะทำให้นายสนิทกับเราให้ได้ "
คำตอบนั้นทำให้รอยยิ้มผุดขึ้นบนหน้าคมทันทีและเผยฟันหลอชัดเจนขณะเขายื่นมือมาเกี่ยวก้อยสัญญากัน
" นายลิงดำฟันหลอ ฮ่า ๆๆๆๆ"
ชีวานนท์หุบยิ้มทันที พร้อมเอามือป้องปากตนเองด้วยรู้สึกอาย ก่อนจะยกเท้าหมายจะเตะที่บั้นท้ายคนล้อ เด็กชายสองคนวิ่งไล่กันอย่างสนุกสนาน
มิตรภาพของคำว่า เพื่อน กำลังก่อตัวขึ้น
ในความรู้สึกของรามิลถึงแม้เขาจะมีเพื่อนรายล้อมมากมายแต่กับชีวานนท์นั้นเป็นความรู้สึกที่พิเศษกว่าเพื่อนคนอื่น เช่นเดียวกับหัวใจที่แห้งแล้งของชีวานนท์ เขาได้รับความชุ่มชื้นจากมิตรภาพที่รามิลมอบให้ เสมือนน้ำทิพย์รินรดหัวใจที่เคยเหี่ยวเฉาให้กลับมาเบ่งบานอีกครั้ง
หรือฟ้าจะส่งให้พวกเขาเกิดมาเพื่อกันและกันนะ
*.:•✿♥♥♥♥♥♥♥✿•.:*
Credit
เพลง แค่คุณ ศิลปิน : Musketeers
ลูกยางป่าหรือหมากยางป่า หรือ หมากยางเครือเป็นผลไม้พื้นบ้านของภาคอิสาน จัดอยู่ในจำพวกไม้เถาขนาดใหญ่ผลมีลักษณะเป็นลูกกลมบ้างรีบ้าง ผิวเรียบลื่น มีขนาดเล็กถึงใหญ่เท่าไข่ไก่ ดอกมีสีขาว ผลเมื่ออ่อนมีเปลือกสีเขียว และเหลืองอมส้มเมื่อสุก เนื้อข้างในเมื่อสุกเต็มที่จะมีสีส้ม ลักษณะเป็นพูแบบเดียวกับมังคุด ข้างในเนื้อมีเม็ดสีดำ
รสชาดมีตั้งแต่เปรี้ยว เปรี้ยวอมหวาน และหวาน เปลือกมียางเมื่อแกะออกมา รวมทั้งลำเถาก็เช่นกัน ใบเล็กเรียวรีมีผิวลื่นมือ รวมเป็นช่อติดกับลำเถาวัลย์ที่เลื้อยพันกัน โดยมีให้กินช่วงหน้าร้อนประมาณเดือนเมษายน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น