Translate

วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ตอนที่ 4 รามิลผู้มีสัมผัสพิเศษและชีวานนท์นักผจญไพร ( ช่วงที่ดีที่สุด )

     ความเดิมตอนที่แล้ว
    ชีวานนท์กลับมาถึงห้องในดึกคืนนั้น
 หลังจากได้พบชายคนหนึ่งในขณะที่ไปทำงานเมื่อกลางวัน ทำให้เขาหวลนึกถึงเพื่อนในวัยเด็กขึ้นมาเช่นเดียวกับรามิล หลังจากพบกับช่างภาพในงานเดียวกันนั้น ซึ่งก็คือชีวานนท์นั่นเอง ความทรงจำวัยเด็กก็กลับมาอีกครั้ง
ในวัยเด็กชีวานนท์ถูกส่งให้ไปอยู่วัดและนั่นทำให้เขาได้พบกับรามิล มีเหตุการณ์ประหลาดขึ้นในขณะที่พวกเขาได้พบกันจากเหตุการณ์นั้นทั้งสองรู้สึกเหมือนเคยรู้จักกันมาก่อนจึงทำให้เกิดความสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว

 
✤✤✤✤✤✤✤✤✤
 
    
     วันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2539 แรม 10 ค่ำเดือน 5

 ในสายของวันหนึ่ง เจ้าลิงออกไปดักรอรามิลที่ทางเข้าวัดพร้อมทั้งย่ามบรรจุน้ำดื่มและอาหารไว้ข้างใน วันนี้เจ้าลิงจะพารามิลไปทัศนศึกษา
 
     ' เอ.. ไอ้มิลเอ็งจะเบี้ยวนัดข้าหรือเปล่าว่ะ สายโด่งแล้วยังไม่โผล่หน้ามาอีก ข้านึกแล้ว.ไอ้พวกเด็กในเมืองคำพูดมันเชื่อถือไม่ได้หรอก '

เจ้าลิงบ่นกับตนเองและรู้สึกผิดหวังที่เชื่อในคำสัญญาของรามิล ขณะที่เขาถอดใจหันหลังเดินเข้าวัดไปนั้น

  " นายลิงดำ!!!รอเดี๋ยว "
 
 เสียงใสตะโกนมาแต่ไกลแต่เจ้าลิงกลับแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินทั้ง ๆ ที่ในใจนั้นลิงโลดด้วยความดีใจ รามิลเร่งฝีเท้าปั่นจักรยานมาขวางหน้าไว้ด้วยอาการเหนื่อยหอบ

 " เราเรียกไม่ได้ยินหรือไง... โทษทีนะที่มาช้าเพราะต้องรอให้หวานเย็นมันแข็งน่ะ นี่..เราเอามาฝาก โอย...เหนื่อยรีบปั่นมาจากบ้านเลยนะ "

รามิลหายใจหอบขณะพูดพลางชี้นิ้วไปที่ถุงหิ้วซึ่งแขวนไว้กับแฮนด์รถ
ฝ่ายเจ้าลิงนั้นรู้สึกแย่กับตนเองทันทีที่มีความคิดแบบนั้นกับรามิลก่อนจะเอ่ยเสียงรู้สึกผิดออกไป

 " อืม.. ขอบใจมาก แต่เอ็งไม่เห็นต้องลำบากเอามาฝากข้าเลย "
 " ลำบากอะไรกันแค่นี้เรื่องจิ๊บจ๊อย มากกว่านี้เราก็เอามาฝากนายได้ เราเพื่อนกันนะนายลิง แล้วนายรู้ไหมแม่เรานะ...ทำหวานเย็นอร่อยมากจะบอกให้ รีบกินสิเดี๋ยวมันละลายจะไม่อร่อย "

 เมื่อสิ้นเสียงใสของรามิล น้ำตาพลันรื้นที่ขอบตาของเจ้าลิงด้วยรู้สึกตื้นตันในบางคำ ' มากกว่านี้เราก็เอามาฝากนายได้เราเพื่อนกันนะนายลิง ' สำหรับคนอื่นอาจไม่มีความหมายลึกซึ้งนักแต่สำหรับชีวานนท์แล้วคำนั้นมีค่าสำหรับเขามากมายนัก 
  รามิลสัมผัสถึงความผิดปกติขณะเจ้าลิงหันหน้าหนี

 ' เพื่อน? ในขณะที่ข้าพยายามหนีมัน แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าที่แท้ข้าโหยหา เพื่อน มาตลอดต่างหาก ขอบใจมากนะไอ้มิล '

 ชีวานนท์รำพึงในใจ

 " นายเป็นอะไรหรือเปล่าทำไมวันนี้เงียบ ๆ ล่ะ ปกติขี้โม้จะตาย "
 " เปล่า...ข้าไม่ได้เป็นอะไร "

ชีวานนท์ตอบเสียงสั่น ก่อนเขาจะปรับอารมณ์ให้เป็นปกติหันกลับมาฝืนยิ้มให้รามิลและพยายามทำให้ดูไม่มีพิรุธเท่าที่จะทำได้ซึ่งมันไม่ได้ผลสักนิด

 " ข้าไม่ได้เป็นอะไรหรอก ไหน...เอามาลองชิมซิจะอร่อยเหมือนคำคุยหรือเปล่า "
' ดูหน้าก็รู้แล้วนายมีความในใจ เราคงพูดอะไรที่กระทบกับความรู้สึกนายสินะ นายนี่อ่อนไหวง่ายจัง ไม่สมกับตัวนายเอาเสียเลย '

 รามิลยิ้มด้วยแววตาที่ชีวานนท์ไม่เข้าใจ ก่อนจะหยิบหวานเย็นจากถุงหิ้วส่งให้เขาอันหนึ่งและหยิบให้ตนเองอันหนึ่ง ตาหวานนั้นยังคงจับจ้องที่หน้าคมของชีวานนท์จนเขาต้องหลบสายตา

 ' ทำไมเอ็งจ้องข้าแบบนั้นว่ะไอ้มิลมันทำให้ข้าทำตัวไม่ถูกนะเว้ย!.แล้วไอ้รอยยิ้มแบบนั้นมันทำให้ข้าขนลุกซู่เลย. '

ชีวานนท์รำพึงในใจเช่นเดียวกับรามิล

 ' ไม่น่าเชื่อขนาดหน้าดำยังเห็นว่านายอายหน้าแดงเลย ฮา ๆ นายลิงดำนะนายลิงดำ '

 " เป็นไงอร่อยไหม "

รามิลถามหลังจากเจ้าลิงเอาหวานเย็นเข้าปากไปแล้ว

 " อื้ม... อร่อยมากเลย ข้าเพิ่งเคยกินครั้งแรกเลยนะ ทั้งหวานทั้งเย็นชื่นใจข้าจริง ๆ "

 เสียงและท่าทางนั้นบ่งบอกถึงความรู้สึกได้ดี

 " ฮา ๆ ๆ นายนี่มันเวอร์ได้ตลอดจริงเชียว ถ้าชอบวันหลังเราจะเอามาฝากอีก "
 " อื้ม... ข้าชอบที่ซู้ดดด ! ว้าว!..มีเนื้อขนุนด้วย เอ็งรู้ไหม? ข้าชอบกินขนุนมากเลย "
 " ฮา ๆ ๆไม่ต้องทำท่าขนาดนั้นก็ได้เราเชื่อแล้ว นายชอบกินขนุนหรอ เราจะจำไว้นะ... เอ้อ! นายปั่นจักรยานเป็นหรือยัง นี่ก็ครบวันตามสัญญาแล้วนะ "

  รามิลทวงสัญญาที่เจ้าลิงให้ไว้เมื่อสองวันก่อน และเขาเพิ่งสังเกตเห็นรอยเขียวช้ำที่เข่า ข้อศอก และมีรอยแผลที่แข้งขวาของนายลิงด้วย รอยยิ้มพลันเปลี่ยนเป็นกังวลทันที

 " อย่าบอกนะว่ารอยพวกนั้นนายได้มาเพราะหัดปั่นจักรยาน "

รามิลพูดด้วยความตกใจและเป็นห่วงระคนกัน

 " ใช่แล้วล่ะแต่ไม่เจ็บหรอกไม่ต้องทำหน้าห่วงข้าขนาดนั้น ข้ามันหนังหนาอยู่แล้วแค่นี้สบาย!!!.. ถอยไปเดี๋ยวข้าจะปั่นให้เอ็งซ้อนเอง " 

 พลางเอานิ้วโป้งปัดจมูก แล้วค้างไว้กลางอากาศประหนึ่งว่า ข้ามันเยี่ยมยอดอยู่แล้ว
  รามิลขยับไปที่ตำแหน่งคนซ้อนเพื่อให้เจ้าลิงมาแทนที่เขา

" พร้อมนะ "

ชีวานนท์เหลียวหลังไปถาม

 " อื้ม... ค่อย ๆ ประคองแฮนด์ไว้และทรงตัวดี ๆ ...แบบนั้นแหละ...ไม่น่าเชื่อนายหัดได้ไวมากเลย ว่าแต่วันนี้นายจะพาเราไปไหน ..ที่บอกว่าจะพาไปดูที่โปรดของนายน่ะ "
" เดี๋ยวก็รู้ "


เจ้าลิงยิ้มกริ่ม จากนั้นจึงปั่นจักรยานไปตามเนินดินที่เกิดจากการขุดห้วยส่งน้ำไปตามไร่นาซึ่งสภาพไม่ดีเท่าไรนัก
 ตลอดเส้นทางเป็นทุ่งนากว้างสุดลูกหูลูกตาขนานไปกับเดินดินทั้งสองฝั่งห้วย ซึ่งตอนนี้มีเพียงตอข้าวสีน้ำตาลนวลแซมด้วยสีขาวของดอกหญ้าบั้งส่งกลิ่นเฉพาะตัวลอยตามลมมา ในมุมหนึ่งนกเอี้ยงบินขึ้นลงบนหลังควายที่เดินเล็มหญ้าอยู่กลางทุ่ง ตั๊กแตนบินหวือหนีเมื่อควายเหล่านั้นขยับตัว
 รามิลมองเงาฟ้าที่สะท้อนแอ่งน้พในห้วย วันนี้ดูสดใสกว่าทุกวัน เขารู้สึกอย่างนั้น ก่อนจะเงยหน้ากางแข้งขารับลมเย็น
 อากาศวันนี้ช่างเป็นใจนักแดดร่มลมตกมีลมพัดเย็นจากแนวต้นไม้สองข้างทางนั้น ผีเสื้อตัวหนึ่งบินเคียงไปกับพวกเขาสองคน ชีวานนท์พยายามปั่นไล่กวดแต่ไม่ทันสักที
 เจ้าลิงร่ายชื่อพันธุ์ไม้พร้อมบอกสรรพคุณนานาไปตลอดทางจนรามิลนึกแปลกใจ

  " นายไปรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหนกัน " " ไม่รู้สิอยู่ ๆ มันก็ผุดมาในหัวของข้าเอง " 
 " นายพูดจริงนะ?! "
" อื้ม...ข้าพูดจริง ก็ไม่รู้ว่าทำไมแต่มันนึกขึ้นมาได้เอง ตั้งแต่ข้าจำความได้แล้วล่ะ เอ็งเชื่อไหมตอน 5 ขวบข้าปลูกต้นไม้ไว้ตั้งเยอะแถมยังโตไวด้วย ออกดอกออกผลดกอีกต่างหากเพราะข้ามีปุ๋ยสูตรลับเฉพาะ ตอนนั้นข้าก็ไม่รู้ว่าทำได้ยังไง ตอนนี้ให้ทำอีกนึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าใส่อะไรบ้าง
แม่ข้าเล่าให้ฟังว่าข้าเพาะกล้าไม้เป็นก่อนจะเรียกพ่อกับแม่ได้เสียอีก ข้าก็ไม่อยากเชื่อจนแม่พาไปดูต้นมะขามที่ข้าปลูกไว้หลังบ้าน ข้าเลยรู้สึกว่าเหมือนเคยทำแบบนั้นจริง ๆ เอ้อ! แล้วเวลาที่ข้าเข้าป่ากับพ่อทีไรนะ ..ข้ารู้สึกคุ้นเคยแปลก ๆ มันมีความสุขแบบที่ข้าเองก็ไม่เข้าใจ "
 " อื้ม มันก็แปลกดีนะสงสัยนายจะเคยเป็นฤาษีมาก่อนมั้งเลยชอบป่า ฮา ๆ  " 
 " ก็คงจะใช่เพราะข้าไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใคร เอ็งพูดมีเหตุผลว่ะไอ้มิล ฮา ๆ "
 ' บางทีอาจจะเป็นพรสวรรค์พิเศษเหมือนเราก็ได้มั้ง นายกับเราจะว่าไปเราก็มีอะไรคล้าย ๆ กันนะนายลิง '

รามิลนึกในใจ  ทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่งก่อนรามิลจะเอ่ยขึ้น

" นายลิง....นายจำวันแรกที่เราเจอกันได้ไหม? "

 เลือดฉีดขึ้นหน้ารามิลจนร้อนวูบวาบเมื่อนึกถึงตอนที่เจ้าลิงล้มลงประกบปากกับเขา ฝ่ายเจ้าลิงนั้นกำลังไล่เรียงเหตุการณ์วันนั้นในหัวก่อนตอบออกมา

 " จำได้สิมีอะไรหรือ? "
" นายไม่นึกแปลกใจกับสิ่งที่พวกเราเห็นบ้างเลยรึไง "
 " แปลกใจสิ ข้าเล่าให้หลวงตาฟัง หลวงตาก็บอกว่าอาจจะตาฝาดไปเองก็ได้แต่ยังไงข้าก็ว่ามันเหมือนจริงมากเลยนะ แถมข้ายังรู้สึกคุ้นหน้าสองคนนั้นมากเลยด้วย "
  " ใช่เราก็เหมือนกัน เราเล่าให้ป๊ากับม๊าฟังท่านก็ไม่ได้พูดอะไร บอกแค่ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีอะไรแบบนั้นเกิดขึ้น แล้วก็ทำท่าเหมือนมีอะไรปิดบังเราอยู่ด้วย เราพยายามอ่านใจม๊ากับป๊าแต่ก็ทำไม่ได้ "
 " เอ็งว่าอะไรนะ อ่านใจอะไรของเอ็งว่ะ "
 " อ๋อ... เปล่าไม่มีอะไรเราพูดไปเรื่อยเปื่อยน่ะเราแค่สงสัยว่าทำไมถึงเห็นชายหญิงคู่นั้นแล้วรู้สึกเหมือนเคยเจอก็แค่นั้นเอง.. แล้วอีกไกลไหมกว่าจะถึงที่ที่นายจะไปเราเริ่มเมื่อยก้นแล้วนะ "

 รามิลรีบเปลี่ยนเรื่องเมื่อรู้ว่าตนเองหลุดปากในสิ่งที่ไม่อยากให้ใครรู้ออกมา

  ' ทำตัวมีพิรุธนะเอ็ง '

 ชีวานนท์นึกในใจ

 " อีกไม่ไกลแล้วล่ะ พอผ่านโค้งตรงกระท่อมข้างหน้านั่นก็ถึงแล้ว "

 รามิลเอี้ยวตัวมองตามปากเจ้าลิงที่บุ้ยไปข้างหน้า ขณะผีเสื้อมาเกาะที่ไหล่ของชีวานนท์แล้วบินนำหน้าไป เขาจึงเร่งปั่นให้ทันอย่างนึกสนุก รามิลส่งเสียงเชียร์อยู่ด้านหลัง
สักพักภาพลานทุ่งกว้างใหญ่ได้ปรากฏตรงหน้า ทั้งสองไล่มองไปทั่วทุ่งนั้นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เห็นทิวไม้สูงต่ำสีแปลกตาล้อมรอบทุ่งนั้นด้านหนึ่งมีบึงน้ำขนาดใหญ่น้ำในบึงนั้นใสจนเป็นสีเขียวมรกต มีกระท่อมเล็ก ๆ แบบเปิดโล่งตั้งอยู่ที่มุมบึงทั้งสี่ ในกระท่อมหลังหนึ่งมีชายวัยกลางคนนั่งอยู่ เดาว่าน่าจะเป็นเจ้าของวัวควายที่กำลังลงเล่นในบึง และที่อยู่บนตลิ่งใต้ร่มไม้ตลอดริมบึงนั่นด้วย
 เสียงกระพรวนดังกรุ๊งกริ๊งเมื่อพวกมันขยับตัวสลับกับเสียงร้องของลูกวัวควายกำลังตามหาแม่มันอยู่ ดังขึ้นประสานกับเสียงนกและจั๊กจั่นแถวนั้น
 กลิ่นสาบลอยมากับลมเย็นผ่านร่างเด็กน้อยเป็นระลอก แต่นั่นทำให้รู้สึกสดชื่นได้อย่างประหลาด ลมจากธรรมชาติมันบริสุทธิ์เสมอ
ชีวานนนท์ปั่นข้ามสะพานไม้ที่ทอดขวางลำห้วยไปยังทุ่งนั้นและมุ่งหน้าไปยังกระท่อมใกล้ ๆ เพราะเขาเจอคนรู้จัก ลุงจวบหรือพ่อไอ้จุกนั่นเอง

  " ลุงจวบ...หวัดดีคับ "

 ชีวานนท์เอ่ยทักพร้อมยกมือไหว้ขณะจอดจักรยานไว้ข้างกระท่อม ส่วนรามิล นั้นยืนทำหน้าเหมือนตกใจอะไรบางอย่างอยู่และไม่ยอมเดินเข้าไปพร้อมกัน

 " เออ... มาแล้วเรอะเจ้าลิง ไหนวันนี้เอาอะไรมากินบ้างให้ลุงดูหน่อยสิ "
  " หลายอย่างเลยลุง ผมเอามาเผื่อลุงด้วยเพราะคิดว่ายังไงก็ต้องเจอลุงแน่ ๆ แล้ว...พ่อผมละคับ "

พลางส่งย่ามไปให้ลุงจวบสำรวจ

 " วันนี้พ่อเอ็งไม่มาเลยฝากควายมากับลุง ควายเอ็งอยู่นู่นแหน่ะ "

 ลุงจวบชี้ไปทางริมบึงอีกฝั่งแล้วลงมือสำรวจอาหารต่อ ชีวานนท์มองตามแล้วหันไปทางรามิลด้วยสงสัยว่าทำไมไม่เข้ามาพร้อมตน จึงเห็นว่ารามิล กำลังกวักมือเรียกเขาอยู่

  ' เป็นอะไรของมันว่ะ '  

ชีวานนท์นึกบ่นในใจขณะเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปหารามิล

 " เอ็งเป็นอะไรว่ะทำหน้าอย่างกับปวดอึ... แล้วทำไมไม่เข้าไปที่กระท่อม "

 เสียงหงุดหงิดเอ่ยขึ้นเมื่อมาใกล้

 " น้าคนนั้นเป็นพ่อของเพื่อนสนิทนายใช่ไหม ? "

ชีวานนท์มองหน้ารามิลด้วยความตกใจพลางลากร่างบางนั้นขยับออกห่างจากกระท่อมแล้วลดเสียงลงให้พอได้ยินสองคน

  " เอ็งรู้ได้ยังไง ข้าไม่เคยเล่าให้เอ็งฟังเลยนะ "
 " เอ่อ... เอาเป็นว่าเราบอกนายตอนนี้ไม่ได้ก็แล้วกัน นายตอบเราแค่ว่าใช่หรือไม่ก็พอ ตกลงไหม?! .. "

 รามิลทำหน้าจริงจังขณะชีวานนท์ชั่งใจชั่วอึดหนึ่งก่อนจะพยักหน้าแทนคำตอบ

 " เพื่อนนายตายเพราะไข้เลือดออกใช่ไหม? "
 " เอ่อ...ใช่ "
 " แล้วแฟนน้าคนนั้นแกมีโรคประจำตัวใช่ไหม "
 " ก็ใช่อีกนั่นแหละ "
"  งั้นนายไปบอกให้น้าคนนั้นมาตรงนี้หน่อยสิเรามีอะไรจะบอกน้าเขา "
 " ทำไมไม่เข้าไปหาลุงข้าเองล่ะ ให้ผู้ใหญ่มาหามันน่าเกลียดไอ้นี่... "
 " เอาน่าเรามีเหตุผลที่ต้องทำแบบนั้นนายแค่บอกว่าถ้าอยากได้เงินไปรักษาเมียให้แกมาตรงนี้ "
 " ข้าละไม่เข้าใจเอ็งเลยให้ตายสิ "

 แต่ชีวานนท์บ่นแต่ก็ยอมทำตาม
 รามิลส่งยิ้มให้ลุงจวบเมื่อมาถึงพร้อมยกมือไหว้ขอโทษ

 " มิลขอโทษนะครับที่ต้องให้น้าเป็นฝ่ายมาหามิล แต่มิลไม่อยากให้คนอื่นรู้นะครับ "

ลุงจวบพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเข้ม

  " เอ็งมีอะไรจะบอกข้าเรอะไอ้หนูแล้วทำยังไงข้าถึงจะมีเงินไปรักษาเมียข้า "

  ท่าทางของลุงจวบดูไม่เชื่อถือในตัวรามิลนักแต่หลังจากที่ลุงจวบได้ถามบางอย่างเพิ่มเติม ท่าทีนั้นจึงเปลี่ยนไป ก่อนรามิลจะเขียนบางอย่างบนพื้นและลบออกโดยไว พร้อมกำชับว่า

  " น้าจะเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่น้านะครับ แต่ห้ามบอกใครเด็ดขาดว่ารู้มาจากไหนและไม่ต้องตอบแทนมิลสัญญาได้ไหมครับ "

 ลุงจวบเห็นว่าไม่มีอะไรจะเสียลองเชื่อเจ้าเด็กนี้ดูสักตั้งก็คงไม่เป็นไร จึงรับปากไปส่ง ๆ 
จากนั้นเด็กน้อยทั้งสองจึงไปเล่นซนตามประสา ทิ้งให้ลุงจวบยืนคิดอะไรบางอย่างต่อ เขามองดูชีวานนท์และรามิลที่กำลังขึ้นหลังควายแล้วทำให้นึกถึงลูกชายของตนยิ่งนัก ลุงจวบถอนใจก่อนจะเดินไปนั่งที่กระท่อมและกินอาหารที่ชีวานนท์เอามาฝาก
 
✤✤✤✤✤✤✤✤✤

วันพุธที่ 17 เมษายน 2539 ขึ้น 1 ค่ำเดือน 6

และแล้ววันชี้ชะตาก็ผ่านพ้นไปไม่มีงานเลี้ยงฉลองใด ๆ เกิดขึ้นที่บ้านลุงจวบ แต่ที่วัดนั้น....
ลุงจวบรีบไปหาชีวานนท์ที่วัดแต่เช้า เมื่อชีวานนท์กินข้าวเสร็จแกจึงรีบปรี่เข้าไปหาทันที

 " เจ้าลิง ๆ ! เพื่อนเอ็งคนนั้นอยู่ไหนว่ะ "

เสียงนั้นตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด

 " มันยังไม่มาเลยลุง สาย ๆ นู่นและ แล้ว...ลุงถูกหวยไหม? "

 ชีวานนท์กระซิบถามที่หู ลุงจวบยิ้มกว้างแทนคำตอบก่อนจะพูดว่า

 " ถ้าอย่างนั้นลุงฝากผลไม้นี่ไว้ให้ไอ้หนูคนนั้นด้วยนะ เดี๋ยวลุงต้องรีบพาเมียไปหาหมออาการมันไม่ค่อยดีเลย บอกเพื่อนเอ็งด้วยนะว่าลุงขอบคุณมาก ๆ "

ลุงจวบพูดด้วยน้ำตานองหน้าเพราะรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของรามิลจนหาที่เปรียบไม่ได้ ขณะหลวงตาเดินเข้ามา

  " เอ็งห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้เด็ดขาดนะไอ้จวบ..เข้าใจไหม? "
 " ครับหลวงตาผมรับปากไอ้หนูคนนั้นไว้แล้วครับ งั้นผมลาตรงนี้เลยนะครับเดี๋ยวจะไม่ทันรถ นมัสการครับหลวงตา "
" เจริญพร "

หลวงตาหันมาทางชีวานนท์

 " เจ้าลิงทะโมนตามหลวงตามา " 
 " ครับ "

 หลังจากหลวงตาเรียกไปคุยแล้ว ชีวานนท์มารอรามิลที่เดิม วันนี้เขามีติวหนังสือกัน
 สักพักใหญ่รามิลจึงมาถึงพร้อมกับหวานเย็นและขนมอีกสองสามอย่าง
จากนั้นทั้งสองจึงไปยังร่มไม้ที่เจอกันครั้งแรก ระหว่างทางนั้นชีวานนท์ได้บอกเรื่องที่ลุงจวบฝากผลไม้และคำขอบคุณมาให้

 " ถึงซักที! "
 " นายลิงแล้วเราจะนั่งตรงไหนกันล่ะ "

เจ้าลิงไม่ตอบแต่สายตานั้นมองไปที่เถาวัลย์ เป็นอันรู้กันว่าคืออะไรก่อนเจ้าลิงจะเอ่ยว่า

 " ใครขึ้นช้าเป็นหมา "

เพียงเท่านั้นทั้งสองจึงแย่งกันขึ้นเป็นพัลวัน

 " ฮา ๆ นายลิงหมา ฮา ๆ "

 รามิลยิ้มเยาะ พลางทำหน้าระรื่นแกว่งเท้าอย่างสบายใจกับชัยชนะของเขา

 " เอ็งโกงข้านี่หว่า "
 " โกงอะไรกัน นายช้าเองต่างหาก แพ้ก็ยอมรับว่าแพ้สิ ไม่เห็นจะน่าอายเลย ลูกผู้ชายมันต้องยอมรับความจริง ๆ ไหม มา! ส่งมือมาสิ "

 รามิลยื่นมือดึงชีวานนท์ให้ขึ้นมานั่งด้วยกัน

  " ไว้คราวหน้าเอ็งรอรับความพ่ายแพ้ได้เลย " 
"  งั้นเราว่า คงต้องรออีกนานแน่ ๆ ฮา ๆ ๆ เอาละๆ มาอ่านหนังสือกันต่อดีกว่า "
  " อื้ม...เออไอ้มิล...เห็นท่าทางเอาจริงเอาจังของเอ็งแล้วข้าคิดถึงไอ้จุกว่ะ มันเรียนเก่งเหมือนเอ็งนี่แหล่ะแต่ไอ้นั่นมันอ่อนแอ ผิดกับเอ็งเห็นตัวเล็ก ๆ แต่แรงเยอะชิบเป๋ง ดึงข้าขึ้นมาได้สบาย ๆ "
 " หรอ? แน่อยู่แล้วล่ะ นายรู้ไหมเพราะเราตัวเล็กแถมยังดูบอบบางเหมือนผู้หญิงก็เลยโดนเพื่อนผู้ชายแกล้งบ่อย ๆ "

รามิลเหม่อไปข้างหน้าในแววตานั้นแฝงความหม่นหมองอยู่ก่อนจะหันมาสบตากับชีวานนท์

" ลึก ๆ แล้วเราไม่ชอบรูปร่างหน้าตาแบบนี้ของตัวเองนักหรอก แต่ทำไงได้มันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้วนี่นะ. "

 รามิลเงยหน้ามองฟ้าส่งยิ้มไปให้ก้อนเมฆที่ลอยอยู่บนนั้นก่อนจะหันมาสบตากับชีวานนท์ตามเดิม

 " เราจึงต้องทำตัวเองให้เข้มแข็งจะได้ไม่โดนใครรังแกอีก เพราะถ้าเราอ่อนแอเราก็ต้องอยู่ใต้อาณัติของคนอื่นและเดินตามก้นพวกนั้นไปตลอดแต่ถ้าเราอยากเป็นผู้นำก็ต้องเก่งและเข้มแข็งกว่า "

รามิลพูดด้วยแววตามุ่งมั่น ชีวานนท์มองเขาด้วยความชื่นชมแต่ลึก ๆ เขารู้สึกสะท้อนใจแปลก ๆ

 " เอ็งคงจะผ่านอะไรแย่ ๆ มาเยอะสินะ ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ว่าเอ็งจะเข้มแข็งขนาดนั้น "

ชีวานนท์เอามือจับบ่ารามิลอย่างจะแสดงความเห็นใจ

 " จะว่ามันแย่ทั้งหมดก็ไม่ใช่หรอก มันก็มีดีอยู่นะ "

ชีวานนท์ขมวดคิ้วสงสัย

" ก็ทำให้เข้มแข็งไวขึ้นไง ตอนนี้ไม่มีใครกล้าแหยมกับเราแล้วล่ะ "
" อื้ม! แล้วอานงอานัดนี่มันญาติใครว่ะ ข้าฟังแล้วงง  ๆ "
" ฮา ๆ มันคนละคำกัน... ช่างมันเถอะ มาอ่านหนังสือกันดีกว่าเมื่อวานนายถึงไหนแล้ว... " 

การได้ฟังเรื่องนี้ทำให้ชีวานนท์ได้รู้จักรามิลอีกด้านหนึ่ง และเข้าใจว่าภายใต้ความสดใสที่เขาเห็นนั้น มันไม่ได้งดงามเสมอไป และรามิลมีความเข้มแข็งกว่าที่เขาคิดไว้หลายเท่านัก

แล้วชั่วโมงวิชาการก็เริ่มขึ้น
หลังจากนั้นครู่ใหญ่ ขณะที่พักกินขนมและผลไม้กันอยู่

  " อ๊าเมื่อยจัง!...ไอ้มิลข้าขี้เกียจแล้วว่ะ หาอะไรสนุก ๆ ทำกันดีกว่า " 

 ตาคมนั้นฉายแววมีแผนซึ่งแน่นอนว่าแต่ละแผนของเขานั้นชวนเจ็บตัวทั้งนั้น

 รามิลเดินมองเมฆที่ลอยบนฟ้า พลางคิดอะไรเพลิน ๆ ก่อนจะลดสายตามองแผ่นหลังของชีวานนท์ซึ่งเดินนำหน้าเขาไปตามคันนา ชีวานนท์ไม่ยอมบอกว่าจะพาเขาไปไหนแต่รามิล รู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ

 " เอ้อ! ไอ้มิลข้าว่าจะถามเอ็งนานแล้วไอ้ที่เอ็งห้อยกระเป๋าไว้มันตัวอะไรว่ะ "

เจ้าลิงเอ่ยขึ้นขณะเดินเอาไม้ปัดซังข้าวข้างคันนาอย่างสบายอารมณ์

 " อ๋อ! นี่หรอ เค้าเรียกว่า คิวปิ๊ด หรือกามเทพ ที่แผลงศรรักปักอกให้คนรักกันไง "

รามิลจับพวงกุญแจที่ห้อยกระเป๋าอยู่ด้วยรอยยิ้ม

 " เหมือนที่ทำให้พ่อกับแม่ข้ารักกันงี้หรอ? "
 " ฮา ๆ ก็... คงทำนองนั้นมั้ง "
 " แล้วทำไมเอ็งต้องสะพายกระเป๋าตลอดเวลาด้วยว่ะ ไม่เกะกะรึ? "
 " ไม่หรอกชินแล้ว เราสะพายแล้วรู้สึกอุ่นใจเหมือนมีป๊ากับม๊าอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลานะ เพราะกระเป๋าใบนี้ป๊าซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดครบ 5 ขวบ ส่วนพวงกุญแจอันนี้ม๊าให้ตอนเราอายุครบ 1 ขวบ "

 พูดจบรามิลเอื้อมมือไปสะกิดไหล่ชีวานนท์ให้หันมา ก่อนจะเอ่ยถามเสียงสดใส

 " นี่นายลิง!... เราก็มีเรื่องอยากถามนายเหมือนกัน ห้ามตอบกวนด้วยนะ "
  " ทำเป็นดักคอข้านะ...ไม่กี่วันรู้ทันข้าแล้วเรอะ อย่างนี้ก็ไม่สนุกสิว่ะ เหอะ ๆ ... แล้วเอ็งจะถามอะไรล่ะ ตอบได้ข้าก็จะตอบ แต่ถ้าตอบไม่ได้ก็จะ....พยายามละกัน "  

  ชีวานนท์หันมายิ้มเผล่ทำหน้ากวนโอ๊ยก่อนจะหันกลับแล้วออกเดินต่อ รามิลจึงถามขึ้น

" ทำไมนายถึงได้มาอยู่วัดล่ะ "

ชีวานนท์หยุดเดินตาเหม่อไปข้างหน้าและเงียบไปครู่หนึ่ง มันเหมือนไปจี้จุดในใจเขา ก่อนชีวานนท์จะตอบเสียงหม่น

 " ก็คงเพราะว่าข้าซนเป็นลิงมั้ง แล้วก็เป็นเด็กเกเรในสายตาของทุกคนด้วย เอ็งเชื่อไหม...ก่อนที่ข้าจะได้มาอยู่วัดข้าเกือบทำไฟไหม้บ้านด้วยนะ อาจจะเป็นเพราะเรื่องนี้ด้วยมั้งพ่อกับแม่ข้าจึงส่งมาให้หลวงตาช่วยกำราบ " 

รามิลเอื้อมมือไปจับไหล่ชีวานนท์แล้วบีบเบา ๆ เหมือนจะให้กำลังใจแล้วพูดขึ้นว่า

 " เราว่าพ่อกับแม่นายคงมีเหตุผลที่มากกว่านั้นแน่ บางทีตอนนี้นายอาจจะยังไม่เข้าใจแต่พอโตขึ้นคงจะเข้าใจพวกท่านเองแหละ "

ชีวานนท์หันมาสบตารามิล

 "  อื้มข้ารู้ เพราะข้าสนิทกับพ่อแม่ข้ามาก และข้าดีใจมากที่สุดที่ได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อกับแม่ แต่ข้าว่ามาอยู่วัดก็ดีนะ เงียบดี...ข้าชอบ "

 ชีวานนท์เลิกคิ้วให้รามิลยิ้มและพูดด้วยน้ำเสียงสดใสขึ้น ก่อนเขาจะนิ่งไปพักหนึ่งพร้อมกับสูดลมเข้าปอดลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมออกเบา ๆ และพูดขึ้นช้า ๆ ว่า

 " อีกอย่างข้าถ้าไม่ได้มาอยู่ที่นี่ก็คง...ไม่ได้เจอเอ็ง "

พูดพร้อมกับประคองบ่าของรามิล น้ำเสียงนั้นฟังดูหวานซึ้งมากทีเดียวสำหรับคนที่ได้ฟัง
 ชีวานนท์ส่งตาคมจ้องลึกเข้าไปในตาสีหวานของรามิล รอยยิ้มที่เขายิ้มอยู่นั้นรามิลไม่อาจจะเข้าใจได้รวมทั้งประกายระริกในตานั้นด้วย
รามิลรู้สึกเขินจนทำตัวไม่ถูกจึงเสหน้าไปทางอื่นก่อนชีวานนท์จะปล่อยมือแล้วหันไปก้าวเดินต่อด้วยความรู้สึกที่เขาเองก็ไม่เคยเป็นมาก่อน

   ' นายทำตัวแปลกขึ้นทุกวันนะนายลิงดำ นายทำให้เรารู้สึกเหมือนกับ...นายกำลังบอก " รัก " เราเลยนะ หา! บอกรักหรอ?! ไม่จริง!..เราคิดอะไรอยู่เนี่ย เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว '

 รามิลฟุ้งซ่านคนเดียวในใจพร้อมกับหัวใจที่เต้นแรงขึ้นทุกที ๆ ก่อนจะสะบัดหน้าไล่ความคิดนั้นออกไป ก่อนชีวานนท์จะพูดขึ้น

  " อืม ... ไอ้มิลข้าว่าเอ็งนี่มีอะไรน่าสนใจเยอะดีว่ะ ผิดกับข้า เรียนก็ไม่เก่งแถมยังไม่มีคนคบอีก "

 ชีวานนท์เหลียวมองมาด้านหลังขณะรามิลเดินกุมมือก้มหน้างุดด้วยรู้สึกเขินอย่างไม่มีเหตุผล

 " เอ่อ...นายคิดยังงั้นหรือ "
" อื้มใช่ ข้าคิดแบบนั้น "

  ชีวานนท์ตอบเสียงมั่นคง รามิลได้ยินดังนั้นเขาจึงเงยหน้าขึ้นพูดว่า

" แต่เราว่านายก็มีอะไรน่าสนใจเหมือนกันนะ หลาย ๆ อย่างนายคงไม่รู้ตัวเองหรอก และถ้าเรียนไม่เก่งก็เอาดีด้านอื่นสิ นายเล่นกีฬาหรือดนตรีเป็นไหมล่ะ คนเรามันต้องมีดีสักอย่างในตัวทุกคนอยู่แล้วเชื่อเราสิ อย่างเราถึงจะเรียนดีก็จริงแต่กีฬาไม่ได้เรื่องสักอย่าง ดนตรีก็พอกล้อมแกล้ม แล้วก็ถ้าอยากมีคนคบเราก็ต้องเปิดใจรับคนอื่นเข้ามาก่อนแล้วก็ปรับตัวเข้าหา ไม่มีใครที่สามารถอยู่คนเดียวได้โดยไม่พึ่งพาคนอื่นหรอกนายลิง... "

  ชีวานนท์หยุดเดินพลางหันขวับมาหารามิล มันทันทีทันใดเสียจนรามิลนั้นตกใจ

 ' ใช่ที่เอ็งพูดมามันถูกทุกอย่าง '

ชีวานนท์เห็นด้วยในใจ

 " ไม่ต้องทำหน้าชื่นชมเราขนาดนั้นก็ได้ เราจำป๊ากับม๊ามาอีกทีน่ะ แห่ะ ๆ ๆ "
 " ขอบใจมากนะไอ้มิลที่เอ็งเป็นเพื่อนกับข้า เอ็งทำให้ข้าเข้าใจอะไรหลายๆ อย่างรวมทั้งตัวข้าเองด้วย ต่อไปข้าจะปรับตัวเข้าหาคนอื่นให้มากขึ้น "

 พลางเชยคางของรามิลและส่งสายตาคมประสานกับตาหวานนั้นเพื่อสื่อความในใจอีกครั้ง( ชีวานนท์ทำซึ้งอีกแล้ว ) ทันใดนั้นเอง!!!!

  " โอ๊ย! "

รามิลทรุดตัวลงนั่งด้วยอาการเจ็บปวด ชีวานนท์เข้าประคองทันทีด้วยความตกใจ!

  " เอ็งเป็นอะไรว่ะ?! ไอ้มิล ...ปวดท้องรึ? หรือเจ็บตรงไหน บอกข้าสิ ! "

 ชีวานนท์เป็นห่วงรามิลอย่างเห็นได้ชัด แต่

 " แฮ่ ! อ่ะล้อเล่น... เราแค่อยากจะลองใจนายดู จริง ๆ แล้วนายเป็นคนจิตใจดีคนหนึ่งเลยนะเรารู้สึกได้ ถ้านายเข้าใจตัวเองนายก็จะเข้าใจคนอื่นเหมือนกัน "
" เอ็งนี่นา... เล่นเอาข้าตกใจหมด อย่าทำอยางนี้อีกรู้ไหมข้าใจคอไม่ดี ข้าไม่อยาก...เสียเพื่อนดี ๆ ไปอีก.. "

ชีวานนท์เอามือลูบหัวรามิลแผ่วเบา ก่อนจะเลื่อนมือไปโอบที่คอแล้วประสานสายตา มีความนัยน์อยู่ในนั้นมากมาย ทันใดนั้น! ไม่ทันที่รามิลจะตั้งตัว

 " โอ๊ย! นายลิงเล่นอะไรเนี่ย เราเจ็บนะ เอามือออกก่อน ค่อก ๆแค่ก ๆ "
 " แกล้งข้าดีนักใช่ไหม นี่แน่ ป่ะ... ไอ้เพื่อนรัก จะถึงที่หมายแล้ว "

ชีวานนท์เอาแขนรัดคอหลวม ๆ แล้วดึงร่างบางนั้นมาแนบอกฉุดลุกขึ้นกึ่งลากกึ่งดึงไปบนคันนา จนรามิลเดินไม่ถนัดแต่ก็ยอมไปในสภาพนั้นเพราะตัวเขาเองนั้นลึก ๆ แล้วรู้สึกอยากใกล้ชิดกับชีวานนท์อย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน

สักครู่หลังจากนั้นเด็กชายทั้งสองมาหยุดที่ใต้ต้นตระแบกใหญ่ซึ่งแตกกิ่งก้านสาขาแผ่ออกไป หากแต่ใบนั้นหลุดร่วงเสียเกือบหมด และนั่นทำให้เห็นรังผึ้งชัดเจน ทันใดนั้น!
  รามิลหลับตาปี๋เมื่อผึ้งฝูงใหญ่บินเข้ามารุมที่ร่างเขาเหล็กในนับไม่ถ้วนฝังลงที่ผิวบางนั้นจนเจ็บปวดลงไปดิ้นกับพื้นไม่นานนักร่างบางนั้นก็นิ่งไป

" ไอ้มิล ๆ ๆ เฮ้ย! เป็นอะไร...ทำไมยืนหน้าซีดอย่างนั้นว่ะ "

ชีวานนท์เขย่าตัวรามิลเมื่อเห็นอาการของเขาและนั่นทำให้รามิลหลุดจากภาพที่เห็นเมื่อสักครู่

" นายลิง เราว่าเลิกล้มความคิดนี้เถอะ ผึ้งมันต่อยเจ็บนะ เรากลับกันเถอะไปเล่นอย่างอื่นดีกว่านะ ๆ เชื่อเราเถอะนะ เราขอร้อง "

 รามิลเอ่ยเสียงหวั่นขณะดึงแขนชีวานนท์ให้กลับ ใบหน้านั้นซีดยิ่งกว่าเดิมพร้อมกับหลับตาปี๋เหมือนกลัวอะไรบางอย่าง แต่ชีวานนท์กลับเข้าใจว่ารามิลอาจแกล้งเขาซ้ำอีก
 
" จุ๊ ๆๆ เบา ๆ สิไอ้มิล เอ็งนี่ปอดแหกจริง คิดจะอำข้าอีกละสิ ไหนเอ็งบอกว่าถ้าอยากเป็นผู้นำเราต้องเก่งและเข้มแข็งกว่าไง ถอยไปๆ เดี๋ยวข้าจะแสดงให้ดูว่าผู้นำเป็นยังไง เหอะ ๆ ๆ เออ!..คอยดูหลวงตาไว้ด้วยนะ "

  ชีวานนท์ออกคำสั่งเสร็จสรรพไม่สนใจคำเตือนของรามิลแม้แต่น้อย  ถึงแม้รามิลจะยังกลัวกับภาพที่เห็นแต่เขาก็ทิ้งเพื่อนไว้คนเดียวไม่ได้เหมือนกัน ได้แต่ยืนบีบมือตนเองด้วยความกังวลผิดปกติ
  รามิลกำลังจะวิ่งไปดึงแขนชีวานนท์เพื่อห้ามไว้แต่ไม่ทันแล้ว!

  โพล๊ะ!!!!!  หึ่งงงงงงง.........

 ฝูงผึ้งแตกฮือทันทีที่ท่อนไม้กระทบรัง และมุ่งหน้ามายังเด็กน้อยทั้งสองอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องคิดชีวานนท์วิ่งเข้ามาดึงมือของรามิลวิ่งหน้าตั้งทันที

 " ไอ้มิล วิ่งเร็ว!!!! "
 " นายลิงระวังหลุม โอ๊ย ! "

ทั้งสองล้มหน้าคมำไปกับพื้น
 หึ่ง ๆๆๆๆๆ
ฝูงผึ้งบินตามมาติด ๆ ชีวานนท์โงหัวเหลียวกลับไปดู ไวเท่าความคิดเขาเลื่อนตัวไปทับร่างรามิลไว้แล้วกระชับเข้ามาแนบอก เบี่ยงตัวเองบังฝูงผึ้งที่ใกล้เข้ามาทุกที

  หึ่ง ๆๆๆๆๆ

  ฝูงผึ้งบินเข้ามาใกล้อีกจะมีใครมาช่วยพวกเขาได้ทันไหมนะ?!
 หึ่ง ๆๆๆๆๆ  ไม่ทันการณ์แล้วพวกมันมาถึงแล้ว!! รีบลุกวิ่งหนีสิ ...

วิ้งงงงงง!!!!!

 พลัน! ปรากฏแสงสีทองครอบตัวเด็กทั้งสองไว้  เหนือแสงนั้นมีภาพลางเลือนของหญิงสาวคนนั้นปรากฏอยู่ และแล้วฝูงผึ้งได้บินหายไปพร้อมๆ กับหญิงสาวลึกลับและแสงประหลาดนั้นด้วย โชคดีโดยแท้...

'  เสียง หึ่ง ๆ หายไปแล้ว '

ชีวานนท์รำพึงในใจ ก่อนทั้งคู่จะผละออกจากกันแล้วค่อยๆ คลี่ตามองหาฝูงผึ้งเมื่อสักครู่

'  มันหายไปไหนหมดนะ '

รามิลนึกสงสัยพร้อมกับสำรวจดูร่างกายตนเองแต่กลับไม่มีรอยแผล รามิล หน้าแดงซ่านเมื่อได้สติ ในขณะที่ชีวานนท์เองก็ไม่ต่างกัน พลางทำเป็นเกาหัวเกรียนแก้เขิน แล้วถามด้วยความห่วงใยว่า

" เอ็งไม่เป็นไรใช่ไหม ไอ้มิล? "

 รามิลเพียงอืมในลำคอเป็นการตอบพลางหลุบตาลงต่ำเพื่อหนีตาคมที่จ้องอยู่ แต่ก็ต้องตกใจเบิกตาโพลงจนลูกตาแทบหลุดจากเบ้า

  " นายลิงขานายเลือดออก !! "

 ณ ตอนนั้นเองที่เขารู้สึกถึงความปวดแสบ

 " โอะ โอย ....แสบ ๆ "
"  ไหนเราดูสิ เลือดไหลใหญ่เลย ...อ๋อ..แผลเก่านั่นเอง ค่อยยังชั่วเราตกใจหมดเลย นึกว่าโดนอะไรบาดซะอีก เจ็บมากไหม? "

 รามิลหยิบผ้าเช็ดผ้ามาซับเลือดที่แผล ให้ แต่แท้จริงแล้วชีวานนท์แทบไม่รู้สึกเจ็บด้วยซ้ำแต่พอเห็นสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยของรามิลจึงได้ใจใหญ่

 " โอ๊ย! ขาข้า แสบมากเลยว่ะ ข้ากลัวเลือดไอ้มิล ข้าจะเป็นลมอยู่แล้ว อูย ๆ แสบ ๆ "

 แต่หารู้ไม่ว่าตนเองนั้นทำไม่เนียน เพราะคิดอะไรในใจก็แสดงออกมาทางสีหน้าจนหมด ให้มันได้อย่างนี้เจ้าลิงเอ๊ย! รามิลลุกเดินหนีไปด้วยรอยยิ้ม ทิ้งให้ชีวานนท์นั่งงงอยู่อย่างนั้น ก่อนเขาจะหันแล้วตะโกนมาว่า

" เจอกันสิ้นเดือนนะนายลิง รอเราด้วยนะ เราจะกลับมาเอาผ้าเช็ดหน้านั่นคืนด้วย สัญญาสิว่าจะรอเรา "
 " ได้ข้าสัญญา ข้าจะรอเอ็ง! "

  ชีวานนท์ตะโกนให้คำมั่นด้วยรอยยิ้ม

  ใช่แล้วรามิลบอกชีวานนท์ไว้ว่า พรุ่งนี้เขาต้องกลับไปเมืองจนถึงสิ้นเดือนจึงจะกลับมาบ้านยายใหม่
มันคงเป็นการรอคอยที่ยาวนานหากแต่มีความสุขเท่าที่เขาเคยรอมา
 ความรู้สึกแปลกประหลาดปะทุขึ้นในใจของเขาทั้งสองพร้อม ๆ กัน
ชีวานนท์ลุกวิ่งตามจนทันสักพักรามิล จึงเอ่ยลากลับบ้าน ชีวานนท์ปั่นจักรยานไปส่งรามิลที่หน้าวัด ก่อนจะลงมายืนรอส่ง รามิลหันมาส่งยิ้มหวานอย่างที่ชีวานนท์ไม่เคยเห็นมาก่อนและภาพนั้นติดตาเขาจนไม่อาจลืมได้ ชีวานนท์ยืนมองตามหลังด้วยรอยยิ้มจนร่างนั้นลับตาไป เขามองดูผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดในมือด้วยความรู้สึกสุขใจอย่างประหลาด

 " ข้าจะซักให้สะอาดและไว้รอเอ็งมาเอานะ "

ชีวานนท์พูดกับผ้าเช็ดหน้านั้น


      รามิลปั่นจักรยานกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่เป็นสุขในหัวใจ
ด้วยวัยของเขา จึงไม่อาจเข้าใจความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้ แต่หนูน้อยทั้งสองคงจะเข้าใจมันในสักวันเมื่อพวกเขาเจริญวัยขึ้น

  ✤✤✤✤✤✤✤✤✤




     รามิลยิ้มจาง ๆ ให้กับตัวหนังสือบนหน้ากระดาษ ก่อนเปลี่ยนสีหน้าเป็นหม่นลง

'  จากวันนั้นมาก็ 17 ปีแล้วสินะ มันคงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดจริงใช่ไหมที่เราสองคนได้มาพบกัน แล้วเราจะรอวันที่จะมีช่วงเวลาดี ๆ แบบนั้นด้วยกันอีกนะ นายลิงดำ '

รามิลเหม่อออกไปทางหน้าต่างขณะลมหนาวพัดผ้าม่านบางปลิวสะบัดช้า ๆ เช่นเดียวกับความคิดของเขาค่อย ๆ ลอยออกไปไกลแสนไกล พร้อม ๆ กับแสงแรกของวันใหม่ยิ้มทักทายโลกที่เขาและเพื่อนคนนั้นอาศัยอยู่ด้วยกัน





 (◕‿◕❀)(◕‿◕❀)(◕‿◕❀)


 อ่านจบแล้วคอมเม้นท์เป็นกำลังให้ผมด้วยนะครับ
 

   


 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น