ความเดิมตอนที่แล้ว
มิตรภาพของชีวานนท์และรามิลในวัยเด็กนั้นนานวันยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น ในวันหนึ่งขณะกำลังไปเที่ยวเล่นตามปกตินั้นชีวานนท์ได้เล่าอดีตให้รามิลฟังซึ่งมันเป็นเรื่องที่แปฝกมากทีเดียว และรามิลได้ช่วยเหลือครอบครัวหนึ่งด้วยสัมผัสพิเศษที่ตนมี
และการได้พบกับรามิลนั้นทำให้ทัศนคติบางอย่างของชีวานนท์เปลี่ยนไปและมันส่งผลกับชีวิตเขาจนถึงปัจจุบัน
ในมิตรภาพของคำว่าเพื่อนนั้น ลึก ๆ แล้วแอบซ่อนความรู้สึกที่ทั้งสองยังไม่เข้าใจไว้
✤✤✤✤✤✤✤✤✤
วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2556 เวลา 09.00 น.
ในห้องนอนของรามิล เขายังนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสืออยู่เช่นเดิม
ขณะที่รามิลกำลังอ่านบันทึกอยู่นั้น จู่ ๆ ลมได้พัดแรงขึ้น!
' เอ.. กลิ่นมาจากไหนนะ แถวนี้ไม่มีต้นดอกลีลาวดีนี่นา ในร้านป้าหรือ? ก็ไม่น่าจะมี '
คิ้วหนาขมวดเข้าหากันก่อนจะลุกไปมองนอกหน้าต่างแล้วก็ต้องแปลกใจ!
' เอ๊ะ! แปลกจังทำไมวันนี้ไม่มีใครมาขายของเลยล่ะ ร้านค้าก็ปิดเงียบกันหมด นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ... แล้วนั่น! ใครกัน!? '
รามิลพยายามเพ่งสายตาดูหน้าหญิงสาวคนนั้นแต่ในเงามืดนั้นเขาไม่สามารถระบุตัวตนได้
' เอ่อะ.. เฮ้ย! หายไปไหนแล้ว. '
ร่างนั้นหายวับไปในพริบตา รามิลยื่นตัวออกไปนอกหน้าต่าง...พบเพียงความว่างเปล่า ไม่ถึงวินาทีภาพผู้คนและเสียงจอแจในตลาดได้กลับมาอย่างที่มันควรจะะป็น
' มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เดี๋ยวมีคนเดี๋ยวไม่มีคนเลย '
พลันมีผีเสื้อตัวหนึ่งบินเข้ามาใกล้แล้วกลายร่างเป็นหญิงสาวคนนั้นประจัญหน้ากับรามิล
' ตามหาเขาให้พบนะรามิลเราเหลือเวลาไม่มากแล้ว '
รามิลผงะถอยหลังด้วยความตกใจ เมื่อเสียงหนึ่งดังก้องในหูของเขา หญิงสาวที่เขาเห็นนั้นส่งแววตาหม่นเศร้าและวิงวอนมาที่รามิล
' คุณเป็นใคร...แล้วให้ผมตามหาใคร / เอ๊ะ! ทำไมเราคุ้นหน้าผู้หญิงคนนี้จัง '
' ไม่ต้องตกใจหรอกจ๊ะ... เราเคยเจอกันแล้วเมื่อครั้งที่เธอได้พบกับหนูน้อยคนนั้นครั้งแรก '
ดูเหมือนเธอจะสื่อสารกับรามิลทางจิต
เธอบอกเพียงเท่านั้นก่อนร่างสะคราญจะกลายเป็นฝูงผีเสื้อท่ามกลางประกายระยิบระยับ เคลื่อนตัวขึ้นไปบนฟ้าแล้วกลืนหายไปในอากาศ พร้อม ๆ กับรามิลได้ลืมตาตื่นขึ้น!
' อ้าว!!เราหลับไปตั้งแต่เมื่อไรกันเนี่ยะ หา! 9 โมงแล้ว ป่านนี้นีย์คงรอเราแย่แล้วแน่ ๆ ตาย ๆ นายมิล! '
ชายหนุ่มรีบกุลีกุจอลุกจากโต๊ะเขียนหนังสือวิ่งเข้าห้องน้ำเร็วปรื๋อ เขาอาบน้ำแต่งตัวเสร็จภายใน 20 นาทีซึ่งผิดปกติวิสัยของชายเจ้าสำอางค์ ก่อนจะมีสายเข้าจากผกากรอง
✤✤✤✤✤✤✤✤✤
เวลา 09.20 น. ที่คอนโดฯ ของชีวานนท์
"เอ้อ เอ้อ เอ้อ เอ้อ เอ้อ เอิ้ง เอ้ย เอิ้ง เอย..อ่ะเอ้อ เอิง เอย. กรู้วววว!!! "
เสียงเรียกเข้าจากมือถือปลุกร่างหนาให้ตกใจตื่นพลางควานหาที่มาของเสียงบนหัวเตียง
"โหลลลลล..ค้าบบบบ วาพูดค้าบบบ หาววววว"
ชีวานนท์หลับตากรอกเสียงงัวเงียลงไปที่โทรศัพท์ ขณะมือที่ซุกในเป้ากางเกงขยับยุกยิกทักทายบางอย่างที่กำลังตื่นตัวอยู่ เขาปรือตาข้างหนึ่งมอง แล้วยันตัวขึ้นอิงกับหมอนและหยิบกีตาร์วางข้าง ๆ
' โด่เด่เชียวลูกพ่อ... เฮ้ย! นี่เราหลับคากีตาร์เลยหรือว่ะเนี่ย?! '
" วายังไม่ตื่นหรือจ๊ะ นี่มัน 9 โมงกว่าแล้วนะ "
เสียงห้าวคุ้นหูนั้นทำให้ชายหนุ่มต้องแหงะหน้าดูหน้าจอ
' 0903657*** เบอร์ใครว่ะไม่เห็นจะคุ้นเลย '
" กำลังจะตื่นอ่าคับโผม ว่าแต่ใครคับเนี่ยเสียงคุ้นหูจังถ้าให้เดาหน้าตาต้องน่ารักแน่ ๆ เลยจริงไหมครับ "
ถึงจะยังงัวเงียแต่สมองสั่งการให้แสดงความกะล่อนอย่างสบาย
" แหมวา! ยังกะล่อนไม่เปลี่ยนเลยนะ ลองทายดูสิทายถูก ษ... เอ้ย! เรามีรางวัลให้ "
สำนวนการพูดและเสียงห้าวที่เป็นเอกลักษณ์จาก
ปลายสาย ทำให้เขานึกถึงสาวร่างกะทัดรัดหน้าตาน่ารักแบบสาวหมวยหากแต่กระโดกกระเดกและแก่นเฟี้ยวใช่เล่น เธอไว้ผมหน้าม้าตลอดกาลแถมสายตาสั้นอีกด้วย มีเสน่ห์ที่รอยยิ้มกว้างเห็นฟัน 32 ซี่โดยเฉพาะฟันกระต่ายน่ารักของเธอ เมื่อเธอยิ้มโลกทั้งโลกพลันยิ้มสดใสไปกับเธอ และใครคนนั้นก็คือ อุษา นั่นเอง
" เฮ้ย! นี่ษาใช่ไหม ษาแน่ ๆ เอารางวัลมาล่อแบบนี้เสียงแบบนี้มีคนเดียว...วาจำได้ เตรียมรางวัลให้วาเลย แล้วเป็นไง ๆ ไม่ได้เจอกันนานเลย วานึกว่าลืมกันไปแล้วนะเนี่ย.. "
ชายหนุ่มพูดน้ำเสียงตื่นเต้นและตื่นเต็มตาเมื่อรู้ว่าปลายสายนั้นคืออดีตแฟนสาวของตน
" ฮะ ฮาๆ ว้าว!..เก่งจังที่เดาถูก ษาต้องเสียรางวัลแล้วสิเนี่ย ผ่านไปกี่ปี ๆ วาก็ยังเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ แล้วใครว่าษาลืมวา ไม่เคยลืมหรอกแต่พอดีไม่สะดวกติดต่อนะจ๊ะ ก็...พอเลิกกัน...ษาก็ไปอยู่เมืองนอกอ่ะ นี่ก็เพิ่งกลับมาเมื่อต้นเดือนนี้เอง พอดีว่าได้เบอร์จากเพื่อนเลยโทรมานี่และ แล้ววาสบายดีนะ ทำอะไรที่ไหนอยู่ตอนนี้ "
ถึงน้ำเสียงจะฟังดูสดใสแต่ด้วยเคยคบกันมาชีวานนท์จึงสัมผัสความรู้สึกหดหู่ที่แฝงอยู่ในนั้นได้
"ก็สบายดี ตอนนี่อ๋อ...นอนจู๋โด่อยู่บนเตียงอ่ะ จำวาน้อยได้ป่าว ฮา ๆ "
ชายหนุ่มตอบทะเล้นตามความเคยชินเผื่อจะทำให้ปลายสายรู้สึกดีขึ้นและมันก็ได้ผล
"ไอ้บ้าวาา...ไอ้ทะลึ่ง!! ษาเป็นผู้หญิงนะ ถึงจะไม่ค่อยเรียบร้อยก็เหอะ แต่ก็...จำได้สิวาน้อยตัวดำ ๆ ฮา ๆ วุ้ยไม่เอาแล้ว!! คุยเรื่องอะไรกันนะเนี่ย ยังทะเล้นเสมอต้นเสมอปลายจริง ๆ ที่ถามหน่ะเราหมายถึงงานการต่างหาก "
" ฮา ๆๆ ษาเองก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเหมือนกันและนะ อ๋องานนะหรอ? เราก็ยังทำที่ร้านป๋านั่นและ จะไปไหนได้ล่ะ แล้วษาโทรหาวานี่มีอะไรหรือเปล่า!?... "
"ก็...."
อุษาเว้นระยะ ก่อนจะทำเสียงจริงจังขึ้นและบอกถึงจุดประสงค์ที่เธอโทรมาช้า ๆ
" คือเราโทรมา...เอ่อ...มาชวนวาไป.... "
ชีวานนท์เหมือนหูอื้อไปชั่วขณะระหว่างที่อุษาพูดอยู่ ก่อนเขาจะตั้งสติแล้วตอบกลับไป
" อ๋อ!!ได้ ๆ วาไปแน่ ๆ งานสำคัญขนาดนี้แล้วที่ไหนเมื่อไรล่ะ "
ชีวานนท์พยายามทำเสียงปกติกลบเกลื่อนความรู้สึกตนเอง
ขณะที่หูฟังปลายสายบอกวันเวลาและสถานที่ แต่ในใจนั้นนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อ 3 ปีก่อน
ที่หน้าร้านบุญเฮ็งโฟโต้ มีชีวานนท์และพ่อกับแม่ของอุษายืนอยู่
" เธอต้องการเท่าไร เพื่อแลกกับการออกไปจากชีวิตลูกสาวชั้น คงไม่ต้องบอกใช่ไหมว่าทำไม ! "
ผู้เป็นแม่ของอุษามองเหยียดชีวานนท์ตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะพูดดูแคลนเขา
" ดูไม่ต่างกับพวกกุ๊ยเลยสักนิด!.. ริอาจมาคบกับลูกสาวชั้น...หวังจะรวยทางลัดล่ะสิ! พวกผู้ชายสมัยนี้มันเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อก็ไม่แปลกหรอกนะ!...ที่เธอจะเป็นอย่างนั้นด้วย...แต่หน้าตาอย่างเธอน่าจะเหมาะกับสาวแก่แม่หม้ายเสียมากกว่า ฮึ! "
คำพูดนั้นทำให้ชีวานนท์รู้สึกแสบร้าวราวถูกไม้หน้าสามตีแสกหน้า และเจ็บปวดที่หัวใจไม่ต่างจากโดนคมมีดทิ่มแทง
' ดูถูกกันมากไปแล้วนะ!..นี่ถ้าไม่ใช่แม่ของษาละก็ ฮื่ม!... '
ชีวานนท์โมโหจนตัวสั่น เขากำหมัดแน่นขบกรามจนขึ้นเป็นสันขณะเบือนหน้าหนีเพื่อสงบสติอารมณ์ ชีวานนท์ผ่อนลมหายใจเข้าออกช้า ๆ เมื่อนึกถึงคำสอนของหลวงตาคำ ' ก่อนจะบรรดาลโทสะให้นับ 1 ถึง 10 แล้วไตร่ตรองดูว่ามันคุ้มค่ากับสิ่งที่จะสูญเสียตามมาหรือไม่ '
ได้ผล...ไฟร้อนเมื่อครู่ค่อย ๆ เย็นลงและดับไปในที่สุด เขาหันมาประจัญหน้าคุณนายที่มองว่าอำนาจเงินซื้อได้ทุกอย่างแม้แต่ความรู้สึกของคน
" ความรักที่ผมมีให้ษามันตีค่าเป็นเงินไม่ได้หรอกคับ เก็บเงินที่มีค่าของท่าน...แต่ใช้ไม่ได้กับคนอย่างผมไว้เถอะ! และท่านโปรดทราบไว้ด้วยนะครับว่า ถึงผมจะจนก็ไม่เคยคิดอยากรวยทางลัดหรือเกาะชายกระโปรงผู้หญิงกิน...ผมมีมือมีสมองทำมาหากินเองได้ "
ชีวานนท์หยุดพูดชั่วขณะใช้ตาคมมองคุณนายด้วยอาการเดียวกันที่เธอมองเขาเมื่อสักครู่ก่อนจะพูดต่อ
" น่าเสียดายนะคับ...ที่ชาติตระกูลและภาพลักษณ์ที่ดูดีไม่ได้ช่วยยกระดับจิตใจให้ดีตามได้ เอาเถอะครับ!..ในเมื่อท่านถึงขั้นมาหาผมและพูดชัดขนาดนี้แล้ว...ผมก็จะไม่ดึงดันคบกับลูกสาวท่านต่อไป .. อ้อ! คนบ้านนอกอย่างผมมีสัจจะพอ...ท่านไม่ต้องห่วง ถ้าหมดธุระแล้วผมขอตัวไปทำงานต่อนะครับ "
แม้น้ำสียงเต็มไปด้วยความเจ็บปวดหากแต่หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตนเองด้วยในเวลาเดียวกัน
คุณนายได้ฟังดังนั้นถึงทำอึ้งพูดอะไรไม่ออกก่อนจะรีบไปจากตรงนั้นด้วยรู้สึกอับอายสายตาคนที่เดินผ่านไปมา
" ฮัลโหล!!วา ฟังอยู่หรือเปล่า วา "
เสียงจากปลายสายปลุกเขาจากความคิด
"หืม!?.อืมฟังอยู่ "
ตอบเสียงหม่น
"จ๊ะ..แล้ว.....เอ่อ..กับแฟน...วายังคบกันดีอยู่ใช่ไหม?"
ปลายสายชั่งใจพักนึงก่อนจะเอ่ยถามออกมา หน้าคมหมองลงไปอีกเมื่อได้ยินแต่พยายามตอบเสียงให้เป็นปกติ
"อ๋อ..ก็เลิกกันแล้วล่ะ พอดีว่า เอ่อ...ไม่ค่อยเข้าใจกันน่ะ "
มีเพียงเขาที่รู้ว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น
" หรือ!? ... เสียใจด้วยนะ แต่ษาเชื่อ..ว่าคนที่ดีและน่ารักอย่างวาต้องเจอคนที่ดีสักวัน สู้ ๆ นะวา... ษาเป็นกำลังใจให้ ถ้างั้นษาไม่กวนวาแล้วนะ... ไว้เจอกันที่งานนะ แต่งตัวหล่อ ๆ ด้วยเข้าใจไหม อย่าทำให้ษาผิดหวังล่ะ บ๊ายบายจ่ะ "
" โอเคครับ บาย "
ชีวานนท์อดสะท้อนใจไม่ได้เมื่อได้ยินคำว่า ' อย่าทำให้ษาผิดหวังล่ะ ' คำนี้ดังสะท้อนกลับไปกลับมาในหูสองเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนจะตอกย้ำให้รู้สึกผิดกับอุษามากขึ้น เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยให้คำมั่นสัญญากับเธอไว้เช่นนั้น..
' เราขอโทษนะษาที่ทำให้ผิดหวังและเสียใจ วาขอโทษ!.'
อุษาเป็นดาวคณะศิลปหัตถกรรมส่วนชีวานนท์เป็นเดือนคณะออกแบบ เขาตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกพบในงานกีฬาสีภายในของสถาบันฯ ชีวานนท์จำได้ว่าตอนนั้นตรงกับต้นเดือนสิงหาคมปี 2549 เขาและอุษายังเป็นเฟรชชี่ด้วยกันทั้งคู่
ภาพอุษาใส่ชุดไทยประยุกต์ยืนถือป้ายของคณะ ฯ นั้นชีวานนท์จำได้ไม่มีวันลืม เป็นภาพที่งดงามและดูเป็นธรรมชาติมากในความรู้สึกของเขา แน่นอนที่สุดไม่มีครั้งไหนที่หัวใจเขาเต้นแรงเท่านี้ ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ทำให้เขารู้สึกแบบนี้มาก่อน ความรู้สึกอยากครอบครองและดูแลหัวใจของเธอ...
ชีวานนท์จ้องมองเธอเนิ่นนานราวกับต้องมนต์สะกด และหลังจากนั้นเขาทำทุกวิถีทางเพื่อพิชิตใจของอุษา และในที่สุดความพยายามของเขาก็สำเร็จจนได้ อุษายอมรับรักเขาในวันคล้ายวันสถาปนาของสถาบัน ในเดือนมกราคมปี 2550 นั่นเอง
แต่รักหวานชื่นที่บ่มเพาะมาถึง 4 ปี มีอันต้องจบลงเมื่อทางบ้านของอุษารู้เรื่อง ในวันที่พวกเขาไปฉลองหลังจากจบการศึกษาด้วยกัน
จากคำพูดของแม่อุษาทำให้ชีวานนท์ได้นึกรู้ถึงความแตกต่างของเขากับอุษา เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาต้อยต่ำเกินไปสำหรับเธอและหากยังฝืนคบกันอยู่หนทางข้างหน้ามันช่างดูมืดมนนัก
' ความรัก มันคืออะไรกันแน่นะ '
ชีวานนท์พร่ำถามกับตนเองอยู่อย่างนั้น
จากนั้นชีวานนท์เลือกที่จะตัดความสัมพันธ์กับอุษา ด้วยการพาผู้หญิงไปนอนที่ห้องให้เธอเห็น มันคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้อุษาตัดใจจากเขา และมันได้ผลชะงัดนัก อุษาเสียใจมากถึงขั้นหายไปไม่ติดต่อเขาอีกเลย แต่คนที่เสียใจมากที่สุดก็หนีไม่พ้นชีวานนท์ จะมีความเจ็บปวดใดทรมานไปกว่าการทำร้ายคนที่เรารักด้วยมือตนเองกันอีกเล่า...
เป็นเหมือนคำสาปหรืออย่างไรนะ ทุกๆ ครั้งที่ชีวานนท์มอบหัวใจให้ใครสักคน สุดท้ายมักต้องลงเอยด้วยความเจ็บปวดอยู่เสมอไม่ว่ากับเพื่อนหรือคนรัก บ่อยครั้งที่เขาน้ำตาตกในกับโชคชะตากับตนเอง แต่ถึงอย่างนั้นชีวานนท์ก็ไม่เคยย่อท้อเขาเชื่อว่าสักวัน เขาจะต้องได้เจอคนที่เกิดมาเพื่อกันและกัน และเขาเคยให้สัญญากับตนเองแล้วว่าจะไม่กลับไปเป็นชีวานนท์คนเก่าอีกเด็ดขาด
เมื่อนึกถึงเรื่องอุษาชีวานนท์มักจะนึกไปถึงเรื่องของรามิลด้วยเสมอ ช่วงเวลานั้นเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดในวัยเด็กของเขา และทำให้มีกำลังใจที่จะผ่านความเศร้าเสียใจต่าง ๆ มาได้
' ไม่มีเหตุผล ' ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ชีวานนท์ไม่เคยเข้าใจความรู้สึกลึก ๆ ในใจของตนเองตั้งแต่วันนั้น วันที่ได้พบรามิลครั้งแรกจนกระทั่งตอนนี้ เขายิ้มทั้งน้ำตาเมื่อนึกถึงวันเวลาเก่า ๆ เหล่านั้น
' มันคืออะไรกันแน่นะความรู้สึกที่อัดแน่นในอกของเรา มันเหมือนหายใจไม่ทั่วท้อง และเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่นึกถึงไอ้มิล หรือว่าเรา... ไม่มีทาง...มันไม่มีทางเป็นอย่างนั้นไปได้แน่!!... '
ชีวานนท์สลัดความคิดในหัวทิ้ง ก่อนจะลุกเข้าห้องน้ำไป
✤✤✤✤✤✤✤✤✤
ในวันและเวลาเดียวกัน
ที่บริษัท PG ORGANIZER หลังจากผกากรองวางสายจากรามิลแล้ว ขณะที่ทุกคนกำลังนั่งทำงานที่โต๊ะใหญ่กลางห้องและพูดถึงรามิลกับตากล้องหนุ่มคนนั้นอย่างออกรส จู่ ๆ ร่างหนึ่งที่ไม่คิดว่าจะมาได้ปรากฏตัวขึ้น
" นี่ ๆ เจ๊มีข่าวดีจะบอก! "
ผกากรองเกริ่นนำเรียกความสนใจ ซึ่งได้ผลทุกสายตาจับจ้องมาที่เธอทันที
" เจ๊โทรชวนมิลให้มาช่วยงานอีกล่ะนะ เค้าตอบตกลงจ่ะ"
เพียงเท่านั้นเสียงกรี๊ดกร๊าดก็ดังขึ้นและเกิดสงครามน้ำลายขึ้นเป็นหย่อม ๆ แต่ทุกคนก็ต้องอยู่ในอาการแข็งทื่อราวถูกสาปให้เป็นหิน เมื่อชายร่างสมส่วนดูดีตั้งแต่หัวจรดเท้า ปรากฏตัวขึ้น
" คุณภพ! "
ผกากรองหันขวับไปมองทันที ขณะที่ทั้งโสภา ต้อยติ่ง และตุ๊ดตู่เรียกชื่อนั้นและอ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อตาตนเอง เจนภพยืนทำหน้านิ่งล้วงกระเป๋ากางเกงตามความเคยชิน
" ตาภพ! แกหายไปไหนมาตั้งหลายวันห๊ะ!.. อือหือ!.. กลิ่นเหล้าหึ่งเลย "
ผกากรองเอามือปัดอากาศตรงหน้าเมื่อเดินเข้าไปใกล้เจนภพ ก่อนจะเริ่มร่ายยาวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวและระอาใจ
" รู้ไหมเจ๊เป็นห่วงแกมากแค่ไหน?! โทรหาแกเป็นร้อย ๆ สายก็ไม่รับ ส่งไลน์ทักเฟส อะไรต่อมิอะไรไปก็ไม่มีตอบกลับ แกจะทำให้เจ๊เป็นห่วงไปอีกนานแค่ไหนกันฮึ?! เฮ้อ!... ขอได้ไหมตาภพ เลิก!...ประชดตัวเองแบบนี้เถอะ... มันก็ผ่านมาหลายปีแล้วนะ แกน่าจะลืม ๆ มันไปได้แล้ว จะต้องให้เจ๊ทำยังไงแกถึงจะกลับมาเป็นน้องชายคนเดิมของเจ๊ได้!?.. "
ผกากรองรัวเป็นกลองชุดระบายความอัดอั้นในใจก่อนเจนภพจะถอนใจทำหน้าทองไม่รู้ร้อนพูดเสียงไร้อารมณ์ว่า
" เฮ้อ!.. เหนื่อยไหมเจ๊ ! บ่นยาวเป็นกิโลแบบนี้อ่ะ เดี๋ยวได้ลมจับกันพอดี..ไม่ใช่สาวรุ่นแล้วนะเจ๊ แล้วถามเยอะขนาดนั้นผมตอบไม่หมดหรอก ขอไม่ตอบแล้วกัน "
" ตาภพ! "
" น่าเจ๊.. ผมก็กลับมานี่แล้วไงหรือจะให้ผมออกไปอีก "
พูดเสร็จหมุนตัวออกไปมองข้างนอกก่อนจะเหลียวหางตามองที่พี่สาวตนแล้วพูดขึ้นว่า
" และที่ผมกลับมา... เพราะมีเรื่องอยากให้เจ๊ช่วย และถ้าเจ๊รับปาก ผมสัญญาว่าจะกลับมาเป็นน้องชายของเจ๊คนเดิม "
เจนภพหันมาประจัญหน้ากับผกากรอง วางมือหนายึดไหล่บางของเธอไว้ นัยน์ตาสีนิลนั้นมุ่งมั่นอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ผกากรองเสหน้าไปทางลูกน้องเป็นอันเข้าใจว่าให้ออกไปก่อน
สามสาวออกมายืนรอที่หน้าบริษัทฯ พวกเธอมองผ่านกระจกใสบานใหญ่ซึ่งสามารถเห็นได้ทั่วออฟฟิศ
สองพี่น้องกำลังคุยกันอยู่ จังหวะหนึ่งเจนภพให้ผกากรองดูบางอย่างในมือถือของเขา หน้าตาของผกากรองแสดงอาการหนักใจทันที และท่ากอดอกส่ายหน้านั้นลูกน้องรู้ดีว่าเจ้านายตนกำลังเครียดเอาการ
" นี่แก!... ฉันว่านะอีตาคุณภพเนี่ยไม่รู้จักโตสักทีว่าม่ะ ทำแต่เรื่องให้เจ๊ปวดหัวได้ไม่เว้นวัน ดูหน้าเจ๊สิ... ฉันละเห็นใจเจ๊จริงๆ ว่ะแก.. "
โสภาแสดงความเห็นใจเจ้านายของตนเองก่อนต้อยติ่งจะขัดขึ้นว่า
" แกไม่รู้อะไร มันมีที่มาที่ไปที่คุณภพเป็นแบบนี้น่ะ "
นั่นทำให้โสภาตาโตอยากรู้ทันที ก่อนสองแฝดหูตาสับปะรดจะผลัดกันเล่าอย่างถึงพริกถึงขิง
" แกไปรู้อะไรมานังต้อยติ่ง "
" เดี๋ยวหนูเล่าเองพี่ คือยังงี้นังโสภา เรื่องมันมีอยู่ว่า...เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว คุณภพน่ะ...แกเคยรักผู้หญิงคนหนึ่ง "
" หา!.. คุณภพนี่นะ?! เคยรักผู้หญิง !! ฉันไม่เชื่อแกหรอกนังตุ๊ดตู่ ใช้ผู้ชายอย่างกับกระดาษชำระนี่นะ เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด.. "
" อย่าเพิ่งขัดสิ แกฟังเงียบ ๆ เป็นไหม?! เป็นไปไม่ได้แต่มันก็เป็นไปแล้วนี่.. ทีนี้ในวันที่คุณภพแต่งงานนี่สิ!..เจ้าสาวกลับหายไปซะอย่างงั้น ! "
" อะไรนะ?! ถึงขั้นแต่งงานกันด้วยเหรอ ตอนนั้นชั้นไปทำอะไรอยู่ไหนถึงพลาดเรื่องนี้ไปได้อ่ะ "
" อันนี้ฉันก็ไม่รู้กับแกหรอกนะ แต่มีช่วงหนึ่งที่แกติดทหารหนุ่มนี่ คงเป็นช่วงนั้นแหละมั้งถ้าจำไม่ผิด วุ้ย! ช่างมันเถอะ! พี่ต้อยติ่งเล่าต่อสิ "
โสภาทำท่านึกแล้วยิ้มแหยกับลมฟ้าอากาศ ก่อนต้อยติ่งจะเล่าต่อ
" เค ๆ ทีนี้ในคืนส่งตัวเจ้าสาวน่ะ คุณพระ!...เจ้าสาวได้แอบหนีไปกับทอมซะอย่างนั้นค่ะ!...ที่นี้เป็นไงล่ะ... เท่านั้นแหล่ะแกเอ๊ย!..คุณภพเสียใจฟูมฟาย...จนแทบคลั่งเลยนะ..แล้วหลังจากนั้นเขาลือกันให้แซด ว่าตอนที่คุณภพเสียใจอยู่ มีเพื่อนชายคนสนิทสมัยเรียนขี่ม้าขาวมาคอยพะเน้าพะนอ...ออเซาะอยู่เคียงข้างให้กำลังใจจนอาการดีขึ้น แต่ปลอบกันอีท่าไหนไม่รู้ คุณภพถึงได้กลายมาเป็น..."
" ผู้นิยมบริโภคถั่วดำ!.. "
สองแฝดประสานเสียงกันหันหน้าสบกับโสภา
" จริงอ่ะ?! ไม่อยากจะเชื่อว่าคุณภพจะรักผู้หญิงได้ด้วย ชั้นดูไม่ออกจริง ๆ นะแก เอ?หรือว่า...คุณภพไปทำโป๊ะแตกให้เจ้าสาวจับได้เลยแอบหนีไปกับทอมเป็นการเอาคืนว่ะ?!.. "
" อยากรู้ก็ไปถามเองสิ! แต่ที่ฉั้นรู้คือ คุณภพกับเจ๊ไม่ลงรอยกันตั้งแต่ตอนนั้น เพราะว่าเจ๊เป็นคน..."
ก่อนต้อยติ่งจะพูดจบประโยคเจนภพได้ออกมาพอดี
" อุ๊ย!..นั่นๆ คุณภพออกมาแล้ว ...แต่ฉันว่าคุณภพก็น่าเห็นใจนะ คบกับใครก็เจอแต่คนไม่จริงใจ... ทำไมไม่ชายตามองต้อยติ่งบ้างค่ะคุณภพ!? เฮ้อ!... ป่ะ! เข้าข้างในกันเถอะ "
" เดี๋ยวสิ แกยังเล่าไม่จบเลยเจ๊ทำไม... "
" ไว้วันอื่นจะเล่าให้ฟังต่อ ไปข้างในก่อนเร็วเข้า.. "
" อะไรของแกเนี่ย! วุ้ยอารมณ์เสีย!.. "
โสภาเดินกระทืบเท้าตามไป
เมื่อทั้งสามเข้ามาในออฟฟิศ เห็นผกากรองนั่งมือกุมขมับหันหลังให้พวกหล่อนอยู่ที่โต๊ะกลางห้อง ในความเงียบนั้นขณะที่ใครคนหนึ่งกำลังจะอ้าปากพูด ผกากรองยกมือขึ้นโดยไม่หันมามองเป็นนัยน์ว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง ก่อนเธอจะยันตัวลุกขึ้นหันมาสบตาลูกน้อง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วเอ่ยว่า
" ขนของขึ้นรถกันได้แล้ว นี่ก็สายมากล่ะ เดี๋ยวทำงานไม่ทัน "
" ค่ะเจ๊ ! "
น้ำเสียงฟังราบเรียบก็จริงแต่แววตานั้นเต็มไปด้วยแววเศร้าหมอง แต่ถึงจิตใจจะย่ำแย่เพียงใด...งานก็คืองาน นั่นคือ สิ่งที่เธอยึดมั่นมาโดยตลอด
ผกากรองมองเจนภพที่ยืนคุยโทรศัพท์และหันมาสบตากับเธอ เขาชูโทรศัพท์ขึ้นหลังจากกดวางสาย ส่งยิ้มให้ผกากรองเป็นที่เข้าใจกันสองคน ก่อนจะขึ้นรถแล้วขับออกไป เธอส่ายหน้าอย่างนึกระอาใจ
' คนอื่นมีเยอะแยะ ทำไมแกต้องเจาะจงเป็นน้องมิลด้วยนะตาภพ แกคิดจะทำอะไรกันแน่?! '
ผกากรองได้แต่ถอนใจกับสิ่งที่เจนภพขอร้องเธอให้ช่วย และเธออยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเสียด้วยสิ!!!
และแน่นอนว่าคู่แฝด Sky News จะไม่ยอมพลาดเรื่องนี้เป็นแน่
✤✤✤✤✤✤✤✤✤
วันเดียวกัน เวลาประมาณ 11.00 น. บนถนนดินสอ
ในร้าน Cupid 's Cake & Bakery ซึ่งเป็นร้านของรามิลนั่นเอง
รามิลรีบเดินเข้าไปในร้านซึ่งมีลูกค้าอยู่จำนวนหนึ่ง เด็กในร้านยกมือไหว้เขาเหมือนทุกครั้ง ตาสีหวานของรามิล มองไปยังหญิงสาวอ่อนวัยกว่า เธอกำลังจัดขนมหลากชนิดในตู้โชว์ ใบหน้าสวยสล้างนั้นหันมาส่งยิ้มละไมเมื่อเห็นว่ารามิลกำลังมองเธออยู่
ด้วยแววตาสดใสบนวงหน้าสวย ผิวใสถูกแต่งแต้มเพียงบางเบาล้อมกรอบหน้าชวนมองด้วยผมยาวซึ่งถักรวบไว้ข้างหนึ่งของศีรษะ และชุดกระโปรงลูกไม้สีเบจบนร่างระหงนั้นทำให้เธอดูเป็นสาวหวานได้ทันที หนำซ้ำแสงนวลจากตู้โชว์ส่องผิวขาวแลดูผุดผ่องราวกับมีแสงเปล่งออกมาได้ก็ไม่ปาน ภาพนั้นทำให้คนที่ได้มองไม่อาจวางตาได้
สุนีย์ละจากงานในมือแล้วเดินมาหารามิลที่ยืนคุยกับแคชเชียร์อยู่หน้าเค้าท์เตอร์คิดเงิน บุคลิกเธอดูน่ามองทุกจังหวะการเคลื่อนไหว เมื่อมาถึงสุนีย์สอดแขนเสลาเข้าสวมกอดที่แขนรามิลอย่างถือสนิททันที
" มาแล้วหรือค่ะพี่มิล นีย์รอตั้งนานแหน่ะ...นึกว่าวันนี้จะโดนเบี้ยวนัดซะแล้ว.. เอ..วันนี้หน้าพี่มิลดูซีด ๆ นะคะ...เหมือนคนไม่ได้นอนเลย ทำงานจนดึกอีกแล้วหล่ะสิ...ใช่ไหมคะ? "
สุนีย์เอ่ยทักเสียงใสและสังเกตเห็นความผิดปกติบนหน้าหวานของรามิล พลางใช้มือสวยหันหน้านั้นสำรวจดู แววตาเธอเต็มไปด้วยความห่วงใย
" มีอะไรที่พี่ปิดเราได้บ้างไหมนะ ฮึ?! "
รามิลใช้มือโคลงศีรษะสวยเบา ๆ และยิ้มตอบรอยยิ้มที่ส่งมาให้เขา
" ถ้าเกี่ยวกับพี่มิล..นีย์ใส่ใจทุกอย่างค่ะ "
แววตาสุกใสจ้องประสานกับนัยน์ตาสีหวานของเขาเพื่อสื่อความหมาย ก่อนรามิลจะเสเปลี่ยนเรื่อง
" เอ่อ... พี่ว่าเราเข้าไปในครัวกันดีกว่า จะได้ทำขนมกัน..นีย์เตรียมของไว้เรียบร้อยแล้วใช่ไหม "
รามิลเลิกคิ้วถามและไม่ลืมส่งยิ้มหวานให้ด้วย
" พี่มิลอ่ะ... ชอบเปลี่ยนเรื่องกลางคันทุกทีเลยนะค่ะ... นีย์เตรียมไว้ตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ.."
สุนีย์ทำงอนแก้มป่อง ฝ่ายรามิลรู้สึกขันกับท่าทางแบบนั้นของเธอ
" ฮา ๆ ขี้งอนจริง มา ๆ ไปทำขนมกันดีกว่าเผื่ออารมณ์จะดีขึ้น "
รามิลยึดแขนเสลาของเธอหลังจากใช้นิ้วบีบจมูกสวยเบา ๆ ร่างงามนั้นตามไปอย่างว่าง่ายด้วยรอยยิ้ม คนในร้านมองตามสองร่างนั้นหายเข้าไปหลังร้าน พลางซุบซิบด้วยนึกอิจฉาในรูปร่างหน้าตาของทั้งคู่
ในห้องครัวมีอุปกรณ์และวัตถุดิบสำหรับทำเค้กและเบเกอรี่ครบครัน บ้างตั้งอยู่บนโต๊ะสแตนเลส บ้างอยู่บนชั้นวางและในตู้เก็บของ ห้องครัวดูสะอาดและจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบบ่งบอกถึงการดูแลเอาใจใส่ของเจ้าของได้เป็นอย่างดี
หลังจากเปิดเตาอบ worm เอาไว้และตั้งอุณหภูมิเสร็จแล้ว รามิลในชุดผ้ากันเปื้อนและผ้าโพกหัวจึงเริ่มทำเค้กตาม order ทันทีโดยมีสุนีย์เป็นลูกมืออยู่ข้าง ๆ
เค้กของรามิลนั้นมีเสน่ห์กว่าร้านอื่นตรงเนื้อเค้กนุ่มลิ้นซึ่งแทบละลายทันทีเมื่อเข้าปาก เนื้อครีมเนียนละเอียดรสชาดกลมกล่อมรวมทั้งการแต่งหน้าเค้กที่พิถีพิถันแถมมีรสชาดแปลกใหม่ให้ลูกค้าได้ลิ้มลองเสมอ ๆ และที่สำคัญคือ เค้กทุกชิ้นที่รามิลทำเขาใส่หัวใจและความรักลงไปในนั้นด้วย
รามิลไม่รู้ตัวสักนิดว่าใบหน้าตนเองขณะทำเค้กนั้นดูมีเสน่ห์และมีชีวิตชีวามากเพียงใด รอยยิ้มและแววตาที่เต็มไปด้วยความสุขนั้น รวมทั้งท่าทางคล่องแคล่วและกระฉับกระเฉงของเขาทำให้สุนีย์รู้สึกมีความสุขไปด้วยจนเธอไม่อาจละสายตาไปที่อื่นได้
สุนีย์มองใบหน้านั้นอย่างหลงใหลเป็นนาน...รามิลจึงหันมาถาม
" มีอะไรติดหน้าพี่หรือเปล่านีย์ เห็นมองอยู่นานแล้ว "
" อ๋อ..ไม่มีค่ะพี่มิล ฮะๆ ...คือ นีย์ชอบมองหน้าพี่มิลเวลาทำขนมน่ะค่ะ ไม่รู้สิ...นีย์ว่าดูมีเสน่ห์น่ามอง พอมองแล้วทำให้มีความสุขในหัวใจ เหมือนกับโลกนี้มันสดชื่น....ขึ้นมาทันตา อืม?..มันไม่รู้จะอธิบายยังไงน่ะค่ะ พี่มิลเชื่อไหมค่ะ?!..ให้นีย์มองเป็นวันๆ ก็ไม่เบื่อค่ะ.. "
สุนีย์ตอบเสียงสดใส หน้าตาเธอราวกับเคลิ้มฝัน
สุนีย์มักพูดในสิ่งที่คิดอย่างตรงไปตรงมาเสมอ นัยน์ตาสีดำขลับเป็นประกายระริกราวเด็กน้อยใสซื่อเมื่อมองรามิล
รามิลยิ้มพร้อมส่ายหน้ากับสำนวนและท่าทางเพ้อฝันนั้นของเธอ
" อ่านนิยายเยอะไปหรือเปล่าเรา ฮึ! พูดจาเพ้อ ๆ ชอบกลหรือว่า กินอะไรผิดสำแดงมา ฮา ๆ เอา! เลิกมองหน้าพี่แล้วเอาเค้กเข้าตู้อบได้แล้ว "
" หืม!! ก็นีย์พูดเรื่องจริงนี่ค่ะ ชิ! แบร่ !! "
สุนีย์ย่นจมูกแลบลิ้นใส่รามิลอย่างอารมณ์ดี ซึ่งมันเป็นแบบนั้นเสมอเมื่อเธอได้อยู่ข้าง ๆ ชายคนนี้
หลังจากเอาเค้กเข้าตู้อบ สุนีย์มายืนเคียงรามิลซึ่งกำลังเตรียมครีมสำหรับแต่งหน้าเค้กอยู่ ส่วนเธอกำลังเตรียมส่วนผสมสำหรับทำบลูเบอรี่ชีสเค้ก
" พี่มิลค่ะ... "
สุนีย์เอ่ยขึ้นขณะที่ตามองไปยังครีมที่รามิลกำลังทำอยู่
" คับ?! ว่าไงคับ... "
รามิลหันมามองวงหน้าที่เงยมามองเขาอยู่
" ถ้าพี่มิลจะทำเค้กให้คนที่พี่รัก พี่มิลจะทำเค้กอะไรให้เค้าค่ะ? "
นัยน์ตาดำขลับจ้องตาเขาแน่นิ่งบ่งบอกว่าเธอจริงจัง
รามิลจะทำท่าคิดแล้วตอบออกมาว่า
" อื่ม... คงเป็น...เค้กช็อคโกแลตมั้ง พี่ว่ารสขมและหวานของช็อคโกแลตมันก็เหมือนกับความรักที่มีทั้งสุขและทุกข์ปน ๆ กันไป แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นมันก็เป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากทีเดียว อีกอย่างนะช็อคโกแลตเนี่ยกินแล้วทำให้รู้สึกสดชื่น!..อารมณ์ดีมากด้วย อ้อ!..แล้วก็อันนี้สำคัญที่สุด..."
" อะไรหรือค่ะ? "
" ก็...พี่ชอบช็อคโกแลตนะสิ เพราะฉะนั้นคนที่พี่จะรักก็ต้องชอบอะไรคล้าย ๆ กัน จริงไหมล่ะ?! แล้วนีย์ถามทำไมหรือครับ? "
รามิลตอบเสียงสดใสและใบหน้ายิ้มแย้มอย่างที่เขาเป็นอยู่เสมอ
สุนีย์ยิ้มกริ่มกับคำตอบที่ได้รับ ทอดสายตามองไปข้างหน้าครู่หนึ่งเหมือนกับมีความในใจ แล้วกลับมาสบตากับรามิล ด้วยแววตาเป็นประกายเอ่ยว่า
" นีย์แค่อยากมั่นใจน่ะค่ะ ว่าสิ่งที่นีย์คิดไว้มันถูก? พี่มิล ค่ะ?.. นีย์ขออยู่กับพี่มิลแบบนี้ตลอดไปได้ไหมค่ะ? ถ้าวันหนึ่งพี่มิลมีใครเข้ามาให้นีย์อยู่ข้าง ๆ พี่มิลต่อไปเรื่อย ๆ นะค่ะ?.. "
" อื้ม!..แน่นอนคับ ไม่ว่าพี่จะมีใครนีย์ก็ยังเป็นน้องพี่อยู่เหมือนเดิมนี่นา เป็นอะไรฮึ?! เรา... ทำไมวันนี้พูดอะไรแปลก ๆ อีกอย่างพี่ไม่มีใครหรอกอยู่แบบนี้สบายใจกว่าเป็นไหน ๆ "
รามิลยกมือโคลงศีรษะสุนีย์เหมือนทุกครั้งที่เขาอยากให้เธอสบายใจ และเธอรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งเช่นกันเมื่อเขาปฏิบัติเช่นนั้นกับเธอ
สุนีย์ยึดแขนรามิลไว้แน่น สายตานั้นวิงวอนเขาไม่มีปิดบัง
รามิลไม่แน่ใจนักว่าสุนีย์คิดอะไรอยู่เพราะเขาอ่านใจของเธอไม่ออก ซึ่งมันน่าแปลกรามิลอ่านใจคนอื่นได้ง่ายดายแต่สำหรับสุนีย์สัมผัสพิเศษของเขากลับใช้ไม่ได้ผลกับเธอ
สุนีย์รู้ซึ้งดีว่ารามิลไม่เคยคิดกับเธอมากไปกว่าน้องสาว เธออายุอ่อนกว่ารามิลปีหนึ่ง แต่เรียนก่อนเกณฑ์จึงได้มาเรียนร่วมรุ่นกันกับรามิล
และเหมือนพรหมลิขิตขีดไว้ให้เธอได้มาพบกับรามิล วินาทีแรกที่เดินชนกับเขาในวันปฐมนิเทศน์ ความรู้สึกคุ้นเคยแล่นเข้าสู่หัวใจทันที ตอนนั้นสุนีย์รู้สึกเหมือนตนเองล่องลอยอยู่ในอากาศ ภาพรอบตัวเธอพลันกลายเป็นสีชมพู และเหมือนจะเห็นกามเทพตัวน้อย ๆ บินรอบๆ ตัวเธอเสียด้วยซ้ำ เมื่อได้เสียงของรามิล
" เจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ ขอโทษนะครับพอดีว่าผมไม่ทันมอง "
น้ำเสียงนั้นฟังไพเราะ แววตาหวานซึ้งซ่อนแววจริงใจและเป็นมิตรอยู่ในนั้น ใบหน้าหวานของเขามองมาที่เธอด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะยื่นมือให้เธอจับแล้วพยุงให้ลุกขึ้น สุนีย์คิดว่าเธอตกหลุมรักรามิลตั้งแต่ตอนนั้น และยิ่งได้รู้จักและใกล้ชิดกัน นานวันความรู้สึกของเธอยิ่งก่อตัวแน่นหนาจนยากจะถอนตัวได้ จากนั้นเธอได้แต่เฝ้ามองรามิลมาโดยตลอด
นอกจากจะเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันแล้ว ยังเรียนห้องเดียวกันนั่งติดกันและทุกกิจกรรมที่เธอทำในรั้วมหาวิทยาลัยล้วนมีรามิลเป็นส่วนหนึ่งในนั้นด้วยเสมอ เพราะทั้งคู่เป็นดาวและเดือนของคณะและของมหาวิทยาลัยฯ ด้วย ดังนั้นจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน
ในสายตาคนอื่นต่างมองว่าสุนีย์กับรามิลนั้นคบหากันอยู่ ทั้งคู่ดูเหมาะสมกันดี ทั้งรูปร่างหน้าตาและนิสัยใจคอ ต่างเป็นที่อิจฉาของคนรอบข้าง แต่ถึงแม้รามิลจะไม่ปฏิเสธกับความคิดของคนเหล่านั้น แต่เขาก็ไม่เคยเลยสักครั้งเช่นกันที่จะใจอ่อนยอมรับรักจากเธอ
สุนีย์เคยพยายามบอกรักรามิลถึงสองครั้งแต่ไม่เป็นผล ซึ่งไม่เฉพาะกับเธอเท่านั้นแม้แต่กับผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่เข้ามาในชีวิตของเขา รามิลไม่เคยมีทีท่าว่าจะสนใจใครเป็นพิเศษ เธอรู้สึกเหมือน...เขาจะมีอะไรในใจเสมอเมื่อมีคนเข้ามา มันดูคล้ายกับว่า
' พี่มิลจะรู้ว่าคนอื่นคิดอะไรอยู่ '
ใช่สุนีย์รู้สึกอย่างนั้น มีหลาย ๆ เหตุการณ์ที่ทำให้เธอเข้าใจว่ามันเป็นอย่างนั้น และมีหลาย ๆ ครั้งที่รามิลมักจะเหม่อโดยไม่รู้ตัว แต่เธอไม่รู้ว่ารามิลจะอ่านใจเธอได้ด้วยหรือไม่
ถึงแม้รามิลจะไม่ได้รับความรู้สึกของสุนีย์แต่เขาก็ไม่เคยทำร้ายน้ำใจเธอเช่นกัน ยังคงดีกับเธอเหมือนเช่นที่ผ่านมา สำหรับคนอื่นมันอาจจะเหมือนการให้ความหวังและทำร้ายหัวใจของเธอ แต่สำหรับสุนีย์แล้วการได้อยู่เคียงข้างได้ทำเพื่อรามิล และได้เฝ้ามองดูเขาอย่างใกล้ชิดแบบนี้ เป็นสิ่งที่เพียงพอแล้วและเธอไม่เคยเรียกร้องให้รามิลรับความรู้สึกของเธออีก ครั้งหนึ่งเคยคิดว่า
' มันคงเป็นคำสาปให้เรารักมั่นในตัวพี่มิลสินะ... ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง.. เราก็ขอยอมรับในคำสาปนี้ตลอดไป '
" นีย์ครับเป็นอะไรหรือเปล่า ยืนเหม่อเชียว ครีมมันจะแตกตัวแล้วนะ "
" อ้อ?! เปล่าค่ะพี่มิล แหะ ๆ เดี๋ยวนีย์ไปดูเค้กก่อนนะค่ะ "
" ครับ... เป็นอะไรของเขานะ?! "
รามิลหันยิ้มตามหลังสุนีย์และรู้สึกแปลก ๆ กับท่าทางของเธอ
กลิ่นเค้กหอมกรุ่นหน้าตาน่ากินถูกบรรจุในกล่องน่ารักพร้อมส่งต่อไปยังเจ้าของ
รามิลออกมาหน้าร้านหลังจากทำชีสเค้กและขนมอีกสองสามอย่างเสร็จ
' เวลาของความสุขมักผ่านไปไวเสมอ '
รามิลรู้สึกอย่างนั้น เขาไม่เคยรู้สึกเหนื่อยหน่ายที่จะทำในสิ่งที่ตนเองรักและการทำขนมนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของเขาอย่างหนึ่ง
" มิลเรียนคหกรรมฯ เพราะรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างบอกให้ มิลเลือกเรียนครับ "
เป็นคำตอบที่คนตั้งคำถามมักได้ยินเสมอเมื่อถามว่าทำไมเขาถึงเลือกเรียนคณะนี้
รามิลมองลูกค้าที่นั่งดื่มกาแฟอยู่ที่มุมหนึ่งในร้าน เธอตักก้อนเค้กเข้าปาก ทันทีที่เธอสัมผัสถึงรสชาดรอยยิ้มละมุนปรากฏบนใบหน้านั้นทันทีเช่นกัน รามิลสัมผัสได้ถึงความสุขของลูกค้ารายนั้น
เมื่อได้เห็นแววตาแห่งความสุขที่เต้นระริกในดวงตาของคนที่ได้ลิ้มรสเค้กของเขา ทำให้รามิลมีความสุขมากกว่าสิ่งใด
เสียงเพลงไพเราะจังหวะนุ่มนวลดังคลอเบา ๆ ในร้านทำให้บรรยากาศผ่อนคลายเหมาะกับการนั่งจิบกาแฟพร้อมกับมองบรรยากาศรอบร้านที่ตกแต่งอย่างน่ารักแบบเพลินตาเพลินใจ แถมมีเจ้าของร้านเป็นหนุ่มหล่อสาวสวยให้มองอีกต่างหาก จึงทำให้มีลูกค้าแวะเวียนมาที่ร้านอยู่ไม่ขาด
รามิลร่วมหุ้นกับสุนีย์ เซ้งร้านต่อจากญาติของสุนีย์เมื่อต้นปี และทำเป็นร้านเบเกอรี่ขายทั้งปลีกและส่ง รวมทั้งสามารถนั่งดื่มกาแฟและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในร้านได้ด้วย แม้จะเพิ่งเปิดร้านไม่นานแต่ด้วย บริการที่ดีและรสขาดที่ถูกปาก จึงมีการบอกปากต่อปากจนเป็นที่รู้จักขยายไปในวงกว้าง ทำให้กิจการของเขาไปได้ดีในระดับที่น่าพอใจ
รามิลยืนยิ้มพรายเมื่อมองภาพลูกค้าในร้าน ชั่วขณะหนึ่งภาพตากล้องหนุ่มคนนั้นปรากฏในความคิดของเขาสลับกับผู้หญิงในฝัน ทันใดนั้น! จู่ ๆ ร่างโปร่งของเขาได้ทรุดลงกับพื้นแล้วแน่นิ่งไป
✤✤✤✤✤✤✤✤✤