Translate

วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ตอนที่ 6 ลางสังหรณ์ ( ฝันร้ายที่กลายเป็นจริง )


ความเดิมตอนที่แล้ว
 ในเช้าของวันเสาร์ รามิลได้ฝันถึงหญิงสาวคนหนึ่งมาขอความช่วยเหลือจากเขา ในขณะเดียวกันชีวานนท์ได้รับการติดต่อจากอุษา อดีตแฟนสาวที่เลิกรากันไป อีกด้านหนึ่งผกากรองต้องคิดหนักกับการขอความช่วยเหลือของเจนภพ ผู้เป็นน้องชายของเธอ และได้กล่าวถึงสุนีย์สาวงามผู้มีรักมั่นให้กับรามิล ส่วนรามิลนั้นจู่ ๆ ได้เป็นลมไปขณะที่เขาอยู่ที่ร้านเบเกอรี่ของตนเอง

✤✤✤✤✤✤✤✤✤
 

     วันเดียวกัน เวลาประมาณ 13.00 น ที่ร้านถ่ายรูปบุญเฮงโฟโต้ของตรีกิจ ท่าเรือท่าพระจันทร์

  เพล้ง!

  เสียงถ้วยกาแฟหล่นลงพื้น เมื่อมือของชีวานนท์ปัดไปโดนขณะกำลังชงกาแฟอยู่

 " ไม่มีอะไรครับ ไอ้วาเอง แฮ่ ๆ "

พร้อมกับชูมือขึ้นเหมือนนักเรียนขานรับเวลาคุณครูเรียกชื่อ

 " วันนี้เป็นอะไรว่ะไอ้วา เหม่อตั้งแต่เช้าแล้ว มีอะไรไม่สบายใจป่าว? บอกพี่ได้นะ "

 ตรีกิจเอ่ยขึ้นเมื่อเดินมาถึงขณะชีวานนท์ก้มเก็บเศษถ้วยที่แตกอยู่

 " ป่าวครับป๋า ผมก็ซุ่มซ่ามตามปกตินั่นแหละคับ "

แต่ไม่ทันไรเขากลับเหม่อจนเศษแก้วบาดมือเข้าให้

 " อูย... แม่งบาดมืออีก วันซวยอะไรของกูว่ะเนี่ย! " 
" เฮ้อ! พี่ว่าเอ็งอาการหนักแล้วว่ะ ใจลอยไปถึงไหนกันว้า!... ไปทำแผลก่อนไป! "
 
ตั้งแต่รับสายอุษาเมื่อเช้า ชีวานนท์เหมือนจะจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

 ' นี่มึงยังรักเขาอยู่หรือว่ะไอ้วา... ทำไมถึงรู้สึกเจ็บจี๊ดที่หัวใจแบบนี้ว่ะ '

ใช่...ลึก ๆแล้วเขาไม่เคยลืมอุษาเลย และนี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขายังครองตัวเป็นโสด แต่ขณะที่เขากำลังรำพึงถึงอุษาอยู่นั้น

' เฮ้ย! ไอ้หน้าหวานคนนั้นอีกแล้ว!..มันจะตามหลอกหลอนกูไปถึงไหนว่ะ '

ทันใดนั้นภาพของไอ้หน้าหวานได้แทรกมาในความคิดของเขา ชีวานนท์เกิดความกังวลใจแปลก ๆ ซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้นได้ นั่นคือ เป็นห่วงไอ้หน้าหวานคนนั้น คนที่เขาไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อ...


✤✤✤✤✤✤✤✤✤
 
     ที่ร้านเบเกอรี่ของรามิล

" พี่มิล ! เป็นอะไรไปค่ะพี่มิล เกด! โทรเรียกรถพยาบาลเร็วเข้า "  

สุนีย์เอ่ยเสียงตระหนกหลังจากวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามากอดร่างของรามิลไว้ มือข้างหนึ่งเขย่าหน้าเขาเพื่อเรียกสติ
หน้าสวยของเธอนั้นเต็มไปด้วยความห่วงใย
รามิลปรือตามองเพียงครู่ก่อนเขาจะหมดสติไป

************
 
เวลาประมาณ 17.40 น. ที่ร้านดอกไม้ Moon' s Flower
 หลังจากไปถึงโรงพยาบาลแล้ว หมอบอกว่าเพราะร่างกายอ่อนเพลียจากการพักผ่อนไม่เพียงพอจึงทำให้หน้ามืดและเป็นลมไป เมื่อให้น้ำเกลือแล้วจึงอนุญาตให้รามิล กลับบ้านได้

 ในห้องนอนของรามิล
 หน้าหวานนั้นดูซีดเซียวขณะนั่งอยู่ปลายเตียงกับเพ็ญแข และสุนีย์ยืนพิงโต๊ะเขียนหนังสือมองดูเขาด้วยความเป็นห่วง

  " ตามิลทำไมถึงปล่อยให้ตัวเองเป็นแบบนี้ละลูก! แล้วดูหน้าสิน่ะ..ซีดเซียวดูไม่ได้เลย....นี่ดีนะตอนล้มหัวไม่ได้ไปฟาดกับอะไรเข้า แล้วเจ็บตรงไหนบ้างไหม?! ไหนก้มหัวมาสิขอป้าดูหน่อยเผื่อมีรอยช้ำรอยบวมป้าจะได้ทายาให้... "

  เพ็ญแขเอ็ดรามิล พร้อมกับสำรวจดูทั่วทั้งตัวของหลานชาย รามิลได้แต่ยิ้มให้เจื่อนกับความวิตกเกินเหตุของเพ็ญแข

" ไม่เจ็บไม่ปวดตรงไหนหรอกคับป้า มิลแค่เป็นลมเองนะคับ พอหมอให้น้ำเกลือก็รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว นี่ดูสิคับ "

 พลางเบ่งกล้ามอวดเพ็ญแข แล้วพูดต่อว่า

" ป้าน่ะชอบห่วงมิลจนเกินเหตุอยู่เรื่อยเลยนะคับ " 

 รามิลพยายามทำเสียงสดใสเพื่อให้เพ็ญแขเลิกกังวล ก่อนจะหันไปมองสุนีย์

 " ขอบใจมากนะนีย์ "
 " ไม่เป็นไรค่ะพี่มิล เป็นหน้าที่ของนีย์อยู่แล้วค่ะ "

สุนีย์ทรุดตัวลงนั่งอีกข้างพร้อมกับยื่นมือไปจับมือของรามิล ส่งสายตาเน้นย้ำคำพูดของเธอ

  " นีย์สัญญาแล้วไงค่ะ ว่านีย์จะอยู่เคียงข้างและคอยดูแลพี่มิลเสมอ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และนีย์ก็เป็นคนรักษาสัญญาค่ะ "

ขณะเพ็ญแขมองดูอาการนั้นด้วยสีหน้าที่สุนีย์เดาใจไม่ถูก และเหมือนเธอจะนึกบางอย่างได้จึงดึงมือตนเองกลับ

  " เอ่อ...ขอโทษค่ะคุณป้า นีย์แค่เป็นห่วงพี่มิลน่ะคะ งั้นนีย์ว่า นีย์กลับก่อนดีกว่านะค่ะ พี่มิลจะได้พักผ่อน แล้วนีย์จะโทรหาเมื่อถึงบ้านแล้วนะค่ะ... นีย์กลับแล้วค่ะคุณป้า... ลาล่ะค่ะ " 

 รามิลเพียงพยักหน้าขณะเพ็ญแขยกมือรับไหว้จากสุนีย์พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
ทั้งสองจะมองตามร่างระหงของเธอที่ออกจากห้องไปและหันมาสบตากันหลังจากนั้น

 " ป้าว่าหนูนีย์ทั้งน่ารักและนิสัยดีนะมิล มิลเองก็ไม่ได้คบหากับใครอยู่ ทำไมไม่ลองเปิดใจให้หนูนีย์ดูบ้างล่ะ "
 " มิลว่า เราคุยเรื่องนีย์กันเข้าใจแล้วนะคับป้า และมิลก็ไม่อยากคุยซ้ำอีก "

 รามิลพูดอย่างตรงไปตรงมา และเพ็ญแขคงจะลืมกระมังว่าหลานชายตนนั้นไม่ชอบการพูดเรื่องเดิมซ้ำซาก

  " จ่ะ!... ป้าแค่อยากให้มิล เป็นฝั่งเป็นฝาก็เท่านั้นเอง ถ้าป้าเกิดเป็นอะไรไปกะทันหันจะได้ไม่ต้องห่วง แต่ถ้ามิลยังอยู่ลอยไปลอยมาแบบนี้ ถ้าป้าตายไปแล้วได้เจอป๊ากับม๊าของมิล บนสวรรค์ จะให้ป้ามองหน้าพวกเขาติดได้ยังไงล่ะจริงไหม? "

 เพ็ญแขพยายามให้เหตุผลพลันน้ำตาคลอเบ้าเมื่อนึกถึงการจากไปอย่างกะทันหันของพ่อและแม่รามิล

รามิลเห็นดังนั้นจึงเอื้อมมือไปโอบเธอไว้เพื่อเป็นการปลอบโยน

 " ป้าอย่าพูดแบบนี้สิครับ ป้ายังสวยและยังสาวอยู่เลย ยังไงป้าก็ต้องอยู่กับมิลอีกนานเลยล่ะคับ เชื่อมิลสิ.. ส่วนเรื่องของมิลถึงไม่มีใครมิลก็อยู่ได้ครับ "
 
รามิลซบไหล่ของเพ็ญแขและกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นแล้วพูดต่อว่า

" จริง ๆ แล้วมิลน่ะ ตั้งใจจะอยู่ดูแลป้าแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ครับเพราะมิลคิดว่าในโลกนี้คงไม่มีผู้หญิงคนไหนที่รักมิลเท่าป้าอีกแล้วล่ะคับ เอ?!หรือว่าป้าเบื่อมิลแล้วหรือคับ?!! "  

รามิลแสดงอาการออดอ้อนป้าของตน

 " หัดปากหวานตั้งแต่เมื่อไรกันนะตามิล "

 เพ็ญแขหันมาหยิกแก้มหลานชาย ขณะที่เขาหันหน้ามาสบตากับเธอ

 " มิลพูดจริงนะครับป้า แล้วอีกอย่างมิลว่า ป๊ากับม๊าท่านคงเข้าใจมิลครับ "

  คำพูดและท่าทางของรามิล ทำให้เพ็ญแขรู้สึกดีขึ้นและเธอคงเข้าใจความรู้สึกของรามิลมากขึ้นด้วยเช่นกัน

รามิลอิงไหล่ของเพ็ญแขมองดูพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดินผ่านกระถางมะลิและกระถางกระบองเพ็ชร ซึ่งตั้งคู่กันบนวงกบหน้าต่าง ใช่แล้ว...แม่เขาชอบดอกมะลิ

 ' มิลคิดถึงม๊ากับป๊าจังคับ ถ้าได้นอนหนุนตักแล้วให้ม๊าเกาหลังให้จนมิลหลับไป มิลก็คงจะรู้สึกดีขึ้นเหมือนทุก ๆ ครั้ง แต่ตอนนี้ไม่มีม๊าแล้ว... มิลไม่รู้จะจัดการความรู้สึกที่เป็นอยู่นี้ยังไงดีครับม๊า "

 รามิลเลื่อนสายตาไปมองรูปที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ ซึ่งเป็นรูปสุดท้ายที่ถ่ายร่วมกับพ่อและแม่ของเขาเมื่อ 7 ปีก่อน
  เขามองอยู่แบบนั้นเนิ่นนานก่อนจะผล็อยหลับไป

  ✤✤✤✤✤✤✤✤



7 ปีที่แล้ว
  อาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม 2549 ขึ้น 4 ค่ำเดือน 10

 พสุธาและดุจดาวลงมากรุงเทพ ฯ เพื่อฉลองวันเกิดครบ 18 ปีของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนโดยเฉพาะ ถึงแม้ว่างานที่ต่างจังหวัดจะยุ่งมากก็ตามแต่สำหรับลูกชายแล้ว เขามาก่อนสิ่งอื่นใดเสมอ
   บรรยากาศการฉลองวันเกิดปีนี้ไม่ได้ต่างจากปีก่อน ๆ ตื่นเช้าตักบาตรพร้อมกัน กลางวันไปทานอาหารมื้อพิเศษที่ร้านประจำของป้าแถวเยาวราช พอตกเย็นมีงานเลี้ยงเล็ก ๆ ที่บ้านและที่ลืมไม่ได้คือเค้กช็อคโกแลต ของโปรดของรามิล ซึ่งทั้งหมดนี้อาจจะดูเรียบง่ายหากแต่ความรู้สึกนั้นเต็มตื้นด้วยความสุขล้นในใจ
 ครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุดของรามิล ดังนั้นทุก ๆ ปี รามิลจึงมักจะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากกว่าเพื่อนฝูงในวันพิเศษของเขา
 คืนนั้นรามิลเข้านอนประมาณ 4 ทุ่มเพราะเขามีเรียนในตอนเช้า ส่วนคนอื่น ๆ ยังคงนั่งคุยกันที่ชั้นล่าง เหตุการณ์เหมือนจะดำเนินไปตามปกติจนกระทั่งตกดึก!!

 รามิลสะดุ้งตื่นและเมื่อลืมตาขึ้นก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าตนเองนอนอยู่บนพื้นถนน
 ' เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?! ' เขาลุกขึ้นมองรอบตัวด้วยความหวาดกลัวอย่างที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อน พยายามนึกว่าเคยมาที่นี่หรือไม่และคำตอบที่ได้คือ ' ไม่ '
 รามิลมองไปบนถนนสำทะมึนว่างเปล่านั้นบรรยากาศโดยรอบเริ่มสลัวและมืดลงเรื่อย ๆ และในที่สุดก็มืดจนมองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือตนเอง ทันใดนั้น! สายฝนพลันเทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก
 รามิลวิ่งหาที่หลบทันที จังหวะที่ฟ้าแลบเขามองเห็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เขามุ่งไปที่นั่นโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด ร่างโปร่งเริ่มสั่นเพราะฤทธิ์ฝนเขารู้สึกเย็นยะเยือกจนต้องกอดตัวเองไว้แต่มันไม่ได้ช่วยให้อุ่นขึ้นแม้แต่น้อย
  ' เอ๊ะ! เหมือนมีใครเดินตามเราอยู่ ' รามิลรู้สึกอย่างนั้น จึงหันขวับไปมอง สอดส่ายสายตามองหาบางอย่าง หากมีเพียงความมืดมิด นั่นทำให้เขารู้สึกใจคอไม่ดีนัก
 ในขณะที่ฝนตกหนักขึ้น ฟ้าแลบแปลบปลาบสลับกับเสียงฟ้าร้องดังขึ้นเป็นระยะ ๆ พร้อมทั้งลมกรรโชกแรง
  ' นี่มันพายุเข้าหรือไงนะ '
 รามิลเร่งฝีเท้าขึ้นอีก
 ' อ้าว! ต้นไม้หายไปไหนแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะเนี่ย?! ...ใช่!..เราต้องหาป๊ากับม๊าให้เจอ '
 ความคิดนั้นผุดขึ้นมา ซึ่ง รามิลไม่รู้ว่าทำไมต้องหา แต่ในใจเขาร้อนรนผิดปกติ ลางสังหรณ์บอกว่าจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น
 รมิลพยายามเพ่งสายตาฝ่าม่านฝนดพทะมึนนั้น เหมือนสวรรค์มีตา แว็บเดียวที่ฟ้าแลบเขาเห็นบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่
 ' ป๊าม๊า ' รามิลออกวิ่ง ๆ ๆ และวิ่ง แต่วิ่งเท่าไรก็ไม่ถึงสักที เขาตะโกนเรียกสุดเสียงแต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา พ่อกับแม่ไกลออกไปเรื่อย ๆ
พลัน! มีดวงไฟจ้าขึ้นตรงหน้าและวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว!... รามิลจ้องด้วยในระทึกจะหลบไปทางอื่นก็ไม่ทันแล้ว!.. ไม่ถึงวินาทีรถบรรทุกคันใหญ่พุ่งชนที่ร่างโปร่งและวิ่งหายวับไปในความมืด แต่... ' อ๊าก!!!!! เอ๊ะ?! ทำไมมันฝ่าตัวเราไปได้ล่ะ นี่เราตายไปแล้วหรือ?! ' รามิลตกใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขารู้สึกหมุนเคว้งเหมือนกับโลกหมุนเร็วขึ้น...ก่อนเขาจะทรุดลงกับพื้นถนน
  รามิลลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เมื่อสายฝนสงบลง ฟ้าที่เคยมืดสนิทมีจันทร์เสี้ยวส่องสว่างพอเห็นรอบตัวได้ลาง ๆ ทุกอย่างหยุดนิ่งจนน่าอึดอัด จนกระทั่งมีค้างคาวบินเฉียดเขาไป ' เรายังไม่ตาย!.. '
แต่ไม่ทันไร!
  " เอี๊ยด!!! " รามิลสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงล้อรถลากกับพื้นถนน ตามด้วยเสียงวัตถุชนกันดังโครม! สนั่นหวั่นไหว เสียงสัญญาณกันขโมยหวีดก้องในความมืดตามมาติดๆ
เขาหันไปมองทันที... แค่นึกร่างเขาพลันปรากฏที่กองเพลิงนั้นเพียงชั่วพริบตา
รามิลมองฝากระโปรงรถที่ยุบจนไม่เหลือสภาพเดิม กระจกหน้าแตกยับ มีควันขโมงจากเครื่องยนต์สลับกับประกายไฟวาบขึ้นเป็นช่วงๆ น้ำมันเครื่องนองเต็มพื้นถนน กลิ่นเหม็นไหม้ลอยปะทะจมูก ไอร้อนจากไฟที่ลุกท่วมทั้งคันรถทำให้รามิลต้องถอยออกมา เขาพยายามมองผ่านม่านไฟเข้าไปในตัวรถ คุณพระช่วย!

 " ป๊า ม๊า ! "

รามิลสะดุ้งตื่น! เม็ดเหงื่อเกาะพราวเต็มหน้าและแผ่นหลังทั้ง ๆ ที่อากาศเย็นสบายแบบนั้น ขณะที่เพ็ญแขเปิดประตูเข้ามา เขาเหลียวไปดูนาฬิกาบนหัวเตียง

  ' ทุ่มครึ่ง '
 " มิลหลับไปตั้งแต่เมื่อไรครับป้า " 

รามิลเอ่ยถามเสียงตื่น

 " ก็ตอนที่เราพูดถึงป๊ากับม๊านั่นและ คุยกันอยู่ดี ๆ มิลก็หลับไปซะเฉย ๆ ป้าก็เลยปล่อยให้หลับไป หิวหรือยัง? ป้าทำข้าวต้มกุ้งมาให้ "

 เพ็ญแขวางข้าวต้มและน้ำดื่มไว้ที่โต๊ะเขียนหนังสือก่อนจะดึงเก้าอี้มานั่งคุยกับรามิล

" แล้วเมื่อกี้เป็นอะไรลูก? ป้าเห็นมิลสะดุ้งตื่นหน้าตาตกใจเชียว ฝันร้ายหรือ!? "

 รามิลขยับตัวมาที่ปลายเตียงเขามองกระถางมะลิสลับกับเพ็ญแขที่เอื้อมมือมาสัมผัสหน้าเขา ก่อนจะตอบเสียงสั่น ดวงตาแดงก่ำ

 " มิล...ฝันถึงป๊ากับม๊าคับ...เหตุการณ์ในฝันเหมือนวันที่เกิดอุบัติเหตุวันนั้นไม่มีผิด " " โถ!... ตามิลหลานป้า " 

 เพ็ญแขสะท้อนใจกับแววตาของหลานชายยิ่งนัก เธอจึงลุกไปกอดอย่างจะปลอบใจ

เหตุการณ์วันนั้น... หลังจากรามิลตื่นจากฝันร้าย เขารีบลุกไปหาพ่อกับแม่ที่ห้องทันที แต่ไม่ทันแล้ว!..ทั้งสองได้ออกไปตั้งแต่เขาหลับเพราะมีโทรศัพท์จากต่างจังหวัดโทรมาบอกว่าเกิดเหตุด่วนให้รีบกลับ
 รามิลจึงโทรหาหมายจะหยุดเหตุการณ์ในฝันของตนไม่ให้เกิดขึ้น ไม่สิ! รามิลรู้ดีว่านั่นมันไม่ใช่ความฝัน แต่ก็สายเกินไป!...
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่นั้นเอง เสียงหวีดร้องของดุจดาวดังขึ้นในสายพร้อมกับเสียงลากล้อดังแสบแก้วหู ตามด้วยเสียงวัตถุชนกันดังสนั่นหวั่นไหวแล้วสัญญาณโทรศัพท์ก็ตัดไป....
รามิลเหมือนกับหัวใจแตกสลาย ราวกับโลกนี้ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว! ทั้ง ๆ ที่เขารู้แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตคนที่เขารักมากที่สุดไว้ได้ น้ำตาไหลอาบแก้มแทบจะเป็นสายเลือด ทำไมสวรรค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาเช่นนี้...

 " ทำไม ! ทำไมถึงมาบอกมิลให้รู้ตอนนี้แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร สู้ให้มิลไม่ต้องรู้ต้องเห็นอะไรเสียเลยยังตะดีกว่า ฮือ ๆ ๆ ในเมื่อแม้แต่คนที่มิลรัก ยังไม่สามารถช่วยเอาไว้ได้ เอาคืนไปๆ มิลไม่ต้องการ! ได้ยินไหม?! มิลไม่ได้ต้องการ! ฮือ ๆ ๆ "

 รามิลคร่ำครวญกับโชคชะตาของเขา พร้อมทั้งร้องไห้โฮ แต่นั่นมันเป็นเพียงเหตุการณ์ในอดีต

รามิลสบตาเพ็ญแขนิ่ง น่าแปลกครั้งนี้เขากลับไม่ร้องไห้

 " แต่มันต่างกับฝันในคืนนั้นตรงที่ครั้งนี้มี นายลิงดำ โผล่มาด้วย "

 เพ็ญแขมองหน้ารามิลด้วยความสงสัย

 " เพื่อนของมิลสมัยเด็กน่ะคับ ที่มิลเคยเล่าให้ป้าฟัง ป้ายังจำได้ไหมคับ?! "


เพ็ญแขพยายามนึกแต่ก็จำได้เพียงเลือนราง รามิลจึงเล่าต่อ

" มิลเห็นเขา ...แล้วก็ตากล้องคนนั้น ในฝัน... "

 รามิลเล่าเพียงเท่านั้น

 " บางทีตากล้องคนที่มิลเล่าอาจจะเป็นคนเดียวกันกับเพื่อนมิลคนนั้นก็ได้นะ "

 เพ็ญแขจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีหวานของหลานชายอย่างจะเน้นย้ำคำพูดของเธอ แน่นอนรามิลคิดเช่นนั้นอยู่เหมือนกัน

 " ครับ.. "
 " เออ!..มิล..อย่าลืมกินข้าวต้มด้วยล่ะ รีบกินตอนที่ยังร้อน ๆ จะได้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น เดี๋ยวป้าลงไปข้างล่างก่อน "
 
เพ็ญแขลุกขึ้นประคองหน้ารามิลไว้

 " มีอะไรไม่สบายใจอย่าเก็บไว้คนเดียวนะมิล มิลยังมีป้าอยู่นะ..รู้ไหม?.. "

 เพ็ญแขเน้นน้ำหนักมือที่สัมผัสหน้านั้นเป็นนัยให้เชื่อในคำพูดของเธอ

  " ครับป้า มิลทราบครับไว้มิลพร้อม...มิลจะเล่าให้ป้าฟังแน่นอนครับ "

 เพ็ญแขเพียงพยักหน้ายิ้มจาง ๆ ให้รามิล แล้วเดินออกไป ก่อนรามิลจะลุกไปกินข้าวต้มที่วางไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือ
 
" ใช่! ตั้งแต่เราพบหน้าผู้ชายคนนั้น ความรู้สึกของเรามันก็แปลก ๆ "

ตอนที่รามิลอยู่ที่ร้านนั้น เขาพยายามนึกย้อนไปเมื่อวานที่ได้เจอกับตากล้องคนนั้น แต่เหมือนมีม่านบางอย่างปิดกั้นจิตเขาไม่ให้เข้าถึงได้ และเมื่อเขาพยายามมากขึ้นทำให้รู้สึกหน้ามืดและหมดสติไป...มันคืออะไรกันแน่นะ?!...
    

วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ตอนที่ 5 อุษา เจนภพและสุนีย์ ( คำสาป )

ความเดิมตอนที่แล้ว
มิตรภาพของชีวานนท์และรามิลในวัยเด็กนั้นนานวันยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น ในวันหนึ่งขณะกำลังไปเที่ยวเล่นตามปกตินั้นชีวานนท์ได้เล่าอดีตให้รามิลฟังซึ่งมันเป็นเรื่องที่แปฝกมากทีเดียว และรามิลได้ช่วยเหลือครอบครัวหนึ่งด้วยสัมผัสพิเศษที่ตนมี
 และการได้พบกับรามิลนั้นทำให้ทัศนคติบางอย่างของชีวานนท์เปลี่ยนไปและมันส่งผลกับชีวิตเขาจนถึงปัจจุบัน
ในมิตรภาพของคำว่าเพื่อนนั้น ลึก ๆ แล้วแอบซ่อนความรู้สึกที่ทั้งสองยังไม่เข้าใจไว้

✤✤✤✤✤✤✤✤✤

 วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2556 เวลา 09.00 น.
ในห้องนอนของรามิล เขายังนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสืออยู่เช่นเดิม

ขณะที่รามิลกำลังอ่านบันทึกอยู่นั้น จู่ ๆ ลมได้พัดแรงขึ้น!

 ' เอ.. กลิ่นมาจากไหนนะ แถวนี้ไม่มีต้นดอกลีลาวดีนี่นา ในร้านป้าหรือ? ก็ไม่น่าจะมี '

 คิ้วหนาขมวดเข้าหากันก่อนจะลุกไปมองนอกหน้าต่างแล้วก็ต้องแปลกใจ!

'  เอ๊ะ! แปลกจังทำไมวันนี้ไม่มีใครมาขายของเลยล่ะ ร้านค้าก็ปิดเงียบกันหมด นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ... แล้วนั่น! ใครกัน!? '

รามิลพยายามเพ่งสายตาดูหน้าหญิงสาวคนนั้นแต่ในเงามืดนั้นเขาไม่สามารถระบุตัวตนได้

' เอ่อะ.. เฮ้ย! หายไปไหนแล้ว. '

 ร่างนั้นหายวับไปในพริบตา รามิลยื่นตัวออกไปนอกหน้าต่าง...พบเพียงความว่างเปล่า ไม่ถึงวินาทีภาพผู้คนและเสียงจอแจในตลาดได้กลับมาอย่างที่มันควรจะะป็น

 ' มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เดี๋ยวมีคนเดี๋ยวไม่มีคนเลย '

 พลันมีผีเสื้อตัวหนึ่งบินเข้ามาใกล้แล้วกลายร่างเป็นหญิงสาวคนนั้นประจัญหน้ากับรามิล

  ' ตามหาเขาให้พบนะรามิลเราเหลือเวลาไม่มากแล้ว '

 รามิลผงะถอยหลังด้วยความตกใจ เมื่อเสียงหนึ่งดังก้องในหูของเขา หญิงสาวที่เขาเห็นนั้นส่งแววตาหม่นเศร้าและวิงวอนมาที่รามิล

 ' คุณเป็นใคร...แล้วให้ผมตามหาใคร / เอ๊ะ! ทำไมเราคุ้นหน้าผู้หญิงคนนี้จัง '
 ' ไม่ต้องตกใจหรอกจ๊ะ... เราเคยเจอกันแล้วเมื่อครั้งที่เธอได้พบกับหนูน้อยคนนั้นครั้งแรก '

ดูเหมือนเธอจะสื่อสารกับรามิลทางจิต
 เธอบอกเพียงเท่านั้นก่อนร่างสะคราญจะกลายเป็นฝูงผีเสื้อท่ามกลางประกายระยิบระยับ เคลื่อนตัวขึ้นไปบนฟ้าแล้วกลืนหายไปในอากาศ พร้อม ๆ กับรามิลได้ลืมตาตื่นขึ้น!

 ' อ้าว!!เราหลับไปตั้งแต่เมื่อไรกันเนี่ยะ หา! 9 โมงแล้ว ป่านนี้นีย์คงรอเราแย่แล้วแน่ ๆ ตาย ๆ นายมิล! '

 ชายหนุ่มรีบกุลีกุจอลุกจากโต๊ะเขียนหนังสือวิ่งเข้าห้องน้ำเร็วปรื๋อ เขาอาบน้ำแต่งตัวเสร็จภายใน 20 นาทีซึ่งผิดปกติวิสัยของชายเจ้าสำอางค์ ก่อนจะมีสายเข้าจากผกากรอง

✤✤✤✤✤✤✤✤✤

เวลา 09.20 น. ที่คอนโดฯ ของชีวานนท์

"เอ้อ เอ้อ เอ้อ เอ้อ เอ้อ เอิ้ง เอ้ย เอิ้ง เอย..อ่ะเอ้อ เอิง เอย. กรู้วววว!!! "

เสียงเรียกเข้าจากมือถือปลุกร่างหนาให้ตกใจตื่นพลางควานหาที่มาของเสียงบนหัวเตียง

"โหลลลลล..ค้าบบบบ วาพูดค้าบบบ หาววววว"

 ชีวานนท์หลับตากรอกเสียงงัวเงียลงไปที่โทรศัพท์ ขณะมือที่ซุกในเป้ากางเกงขยับยุกยิกทักทายบางอย่างที่กำลังตื่นตัวอยู่ เขาปรือตาข้างหนึ่งมอง แล้วยันตัวขึ้นอิงกับหมอนและหยิบกีตาร์วางข้าง ๆ

 ' โด่เด่เชียวลูกพ่อ... เฮ้ย! นี่เราหลับคากีตาร์เลยหรือว่ะเนี่ย?! '
" วายังไม่ตื่นหรือจ๊ะ นี่มัน 9 โมงกว่าแล้วนะ "

 เสียงห้าวคุ้นหูนั้นทำให้ชายหนุ่มต้องแหงะหน้าดูหน้าจอ

 ' 0903657*** เบอร์ใครว่ะไม่เห็นจะคุ้นเลย '
 " กำลังจะตื่นอ่าคับโผม ว่าแต่ใครคับเนี่ยเสียงคุ้นหูจังถ้าให้เดาหน้าตาต้องน่ารักแน่ ๆ เลยจริงไหมครับ "

ถึงจะยังงัวเงียแต่สมองสั่งการให้แสดงความกะล่อนอย่างสบาย

" แหมวา! ยังกะล่อนไม่เปลี่ยนเลยนะ ลองทายดูสิทายถูก ษ... เอ้ย! เรามีรางวัลให้ "

สำนวนการพูดและเสียงห้าวที่เป็นเอกลักษณ์จาก
ปลายสาย ทำให้เขานึกถึงสาวร่างกะทัดรัดหน้าตาน่ารักแบบสาวหมวยหากแต่กระโดกกระเดกและแก่นเฟี้ยวใช่เล่น เธอไว้ผมหน้าม้าตลอดกาลแถมสายตาสั้นอีกด้วย มีเสน่ห์ที่รอยยิ้มกว้างเห็นฟัน 32 ซี่โดยเฉพาะฟันกระต่ายน่ารักของเธอ เมื่อเธอยิ้มโลกทั้งโลกพลันยิ้มสดใสไปกับเธอ และใครคนนั้นก็คือ อุษา นั่นเอง

" เฮ้ย! นี่ษาใช่ไหม ษาแน่ ๆ เอารางวัลมาล่อแบบนี้เสียงแบบนี้มีคนเดียว...วาจำได้ เตรียมรางวัลให้วาเลย แล้วเป็นไง ๆ ไม่ได้เจอกันนานเลย วานึกว่าลืมกันไปแล้วนะเนี่ย.. "

 ชายหนุ่มพูดน้ำเสียงตื่นเต้นและตื่นเต็มตาเมื่อรู้ว่าปลายสายนั้นคืออดีตแฟนสาวของตน

" ฮะ ฮาๆ ว้าว!..เก่งจังที่เดาถูก ษาต้องเสียรางวัลแล้วสิเนี่ย ผ่านไปกี่ปี ๆ วาก็ยังเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ แล้วใครว่าษาลืมวา ไม่เคยลืมหรอกแต่พอดีไม่สะดวกติดต่อนะจ๊ะ ก็...พอเลิกกัน...ษาก็ไปอยู่เมืองนอกอ่ะ นี่ก็เพิ่งกลับมาเมื่อต้นเดือนนี้เอง พอดีว่าได้เบอร์จากเพื่อนเลยโทรมานี่และ แล้ววาสบายดีนะ ทำอะไรที่ไหนอยู่ตอนนี้ "

 ถึงน้ำเสียงจะฟังดูสดใสแต่ด้วยเคยคบกันมาชีวานนท์จึงสัมผัสความรู้สึกหดหู่ที่แฝงอยู่ในนั้นได้

"ก็สบายดี ตอนนี่อ๋อ...นอนจู๋โด่อยู่บนเตียงอ่ะ จำวาน้อยได้ป่าว ฮา ๆ "

ชายหนุ่มตอบทะเล้นตามความเคยชินเผื่อจะทำให้ปลายสายรู้สึกดีขึ้นและมันก็ได้ผล

"ไอ้บ้าวาา...ไอ้ทะลึ่ง!! ษาเป็นผู้หญิงนะ ถึงจะไม่ค่อยเรียบร้อยก็เหอะ แต่ก็...จำได้สิวาน้อยตัวดำ ๆ ฮา ๆ วุ้ยไม่เอาแล้ว!! คุยเรื่องอะไรกันนะเนี่ย ยังทะเล้นเสมอต้นเสมอปลายจริง ๆ ที่ถามหน่ะเราหมายถึงงานการต่างหาก "
" ฮา ๆๆ ษาเองก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเหมือนกันและนะ อ๋องานนะหรอ? เราก็ยังทำที่ร้านป๋านั่นและ จะไปไหนได้ล่ะ แล้วษาโทรหาวานี่มีอะไรหรือเปล่า!?... "
"ก็...."

อุษาเว้นระยะ ก่อนจะทำเสียงจริงจังขึ้นและบอกถึงจุดประสงค์ที่เธอโทรมาช้า ๆ

" คือเราโทรมา...เอ่อ...มาชวนวาไป.... "

 ชีวานนท์เหมือนหูอื้อไปชั่วขณะระหว่างที่อุษาพูดอยู่ ก่อนเขาจะตั้งสติแล้วตอบกลับไป

" อ๋อ!!ได้ ๆ วาไปแน่ ๆ งานสำคัญขนาดนี้แล้วที่ไหนเมื่อไรล่ะ "

 ชีวานนท์พยายามทำเสียงปกติกลบเกลื่อนความรู้สึกตนเอง
 ขณะที่หูฟังปลายสายบอกวันเวลาและสถานที่ แต่ในใจนั้นนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อ 3 ปีก่อน
ที่หน้าร้านบุญเฮ็งโฟโต้ มีชีวานนท์และพ่อกับแม่ของอุษายืนอยู่

" เธอต้องการเท่าไร เพื่อแลกกับการออกไปจากชีวิตลูกสาวชั้น คงไม่ต้องบอกใช่ไหมว่าทำไม ! "

 ผู้เป็นแม่ของอุษามองเหยียดชีวานนท์ตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะพูดดูแคลนเขา

 " ดูไม่ต่างกับพวกกุ๊ยเลยสักนิด!.. ริอาจมาคบกับลูกสาวชั้น...หวังจะรวยทางลัดล่ะสิ! พวกผู้ชายสมัยนี้มันเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อก็ไม่แปลกหรอกนะ!...ที่เธอจะเป็นอย่างนั้นด้วย...แต่หน้าตาอย่างเธอน่าจะเหมาะกับสาวแก่แม่หม้ายเสียมากกว่า ฮึ! "

คำพูดนั้นทำให้ชีวานนท์รู้สึกแสบร้าวราวถูกไม้หน้าสามตีแสกหน้า และเจ็บปวดที่หัวใจไม่ต่างจากโดนคมมีดทิ่มแทง

' ดูถูกกันมากไปแล้วนะ!..นี่ถ้าไม่ใช่แม่ของษาละก็ ฮื่ม!... '

  ชีวานนท์โมโหจนตัวสั่น เขากำหมัดแน่นขบกรามจนขึ้นเป็นสันขณะเบือนหน้าหนีเพื่อสงบสติอารมณ์ ชีวานนท์ผ่อนลมหายใจเข้าออกช้า ๆ เมื่อนึกถึงคำสอนของหลวงตาคำ ' ก่อนจะบรรดาลโทสะให้นับ 1 ถึง 10 แล้วไตร่ตรองดูว่ามันคุ้มค่ากับสิ่งที่จะสูญเสียตามมาหรือไม่ '
ได้ผล...ไฟร้อนเมื่อครู่ค่อย ๆ เย็นลงและดับไปในที่สุด เขาหันมาประจัญหน้าคุณนายที่มองว่าอำนาจเงินซื้อได้ทุกอย่างแม้แต่ความรู้สึกของคน

 " ความรักที่ผมมีให้ษามันตีค่าเป็นเงินไม่ได้หรอกคับ เก็บเงินที่มีค่าของท่าน...แต่ใช้ไม่ได้กับคนอย่างผมไว้เถอะ! และท่านโปรดทราบไว้ด้วยนะครับว่า ถึงผมจะจนก็ไม่เคยคิดอยากรวยทางลัดหรือเกาะชายกระโปรงผู้หญิงกิน...ผมมีมือมีสมองทำมาหากินเองได้ "

 ชีวานนท์หยุดพูดชั่วขณะใช้ตาคมมองคุณนายด้วยอาการเดียวกันที่เธอมองเขาเมื่อสักครู่ก่อนจะพูดต่อ

" น่าเสียดายนะคับ...ที่ชาติตระกูลและภาพลักษณ์ที่ดูดีไม่ได้ช่วยยกระดับจิตใจให้ดีตามได้ เอาเถอะครับ!..ในเมื่อท่านถึงขั้นมาหาผมและพูดชัดขนาดนี้แล้ว...ผมก็จะไม่ดึงดันคบกับลูกสาวท่านต่อไป .. อ้อ! คนบ้านนอกอย่างผมมีสัจจะพอ...ท่านไม่ต้องห่วง ถ้าหมดธุระแล้วผมขอตัวไปทำงานต่อนะครับ "

 แม้น้ำสียงเต็มไปด้วยความเจ็บปวดหากแต่หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตนเองด้วยในเวลาเดียวกัน
 คุณนายได้ฟังดังนั้นถึงทำอึ้งพูดอะไรไม่ออกก่อนจะรีบไปจากตรงนั้นด้วยรู้สึกอับอายสายตาคนที่เดินผ่านไปมา

" ฮัลโหล!!วา ฟังอยู่หรือเปล่า วา "

เสียงจากปลายสายปลุกเขาจากความคิด

"หืม!?.อืมฟังอยู่ "

ตอบเสียงหม่น

"จ๊ะ..แล้ว.....เอ่อ..กับแฟน...วายังคบกันดีอยู่ใช่ไหม?"

 ปลายสายชั่งใจพักนึงก่อนจะเอ่ยถามออกมา หน้าคมหมองลงไปอีกเมื่อได้ยินแต่พยายามตอบเสียงให้เป็นปกติ

"อ๋อ..ก็เลิกกันแล้วล่ะ พอดีว่า เอ่อ...ไม่ค่อยเข้าใจกันน่ะ "

มีเพียงเขาที่รู้ว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น

" หรือ!? ... เสียใจด้วยนะ แต่ษาเชื่อ..ว่าคนที่ดีและน่ารักอย่างวาต้องเจอคนที่ดีสักวัน สู้ ๆ นะวา... ษาเป็นกำลังใจให้ ถ้างั้นษาไม่กวนวาแล้วนะ... ไว้เจอกันที่งานนะ แต่งตัวหล่อ ๆ ด้วยเข้าใจไหม อย่าทำให้ษาผิดหวังล่ะ บ๊ายบายจ่ะ "
 " โอเคครับ บาย "

 ชีวานนท์อดสะท้อนใจไม่ได้เมื่อได้ยินคำว่า ' อย่าทำให้ษาผิดหวังล่ะ '   คำนี้ดังสะท้อนกลับไปกลับมาในหูสองเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนจะตอกย้ำให้รู้สึกผิดกับอุษามากขึ้น เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยให้คำมั่นสัญญากับเธอไว้เช่นนั้น..

' เราขอโทษนะษาที่ทำให้ผิดหวังและเสียใจ วาขอโทษ!.'

  อุษาเป็นดาวคณะศิลปหัตถกรรมส่วนชีวานนท์เป็นเดือนคณะออกแบบ เขาตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกพบในงานกีฬาสีภายในของสถาบันฯ ชีวานนท์จำได้ว่าตอนนั้นตรงกับต้นเดือนสิงหาคมปี 2549 เขาและอุษายังเป็นเฟรชชี่ด้วยกันทั้งคู่
 ภาพอุษาใส่ชุดไทยประยุกต์ยืนถือป้ายของคณะ ฯ นั้นชีวานนท์จำได้ไม่มีวันลืม เป็นภาพที่งดงามและดูเป็นธรรมชาติมากในความรู้สึกของเขา แน่นอนที่สุดไม่มีครั้งไหนที่หัวใจเขาเต้นแรงเท่านี้ ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ทำให้เขารู้สึกแบบนี้มาก่อน ความรู้สึกอยากครอบครองและดูแลหัวใจของเธอ...
ชีวานนท์จ้องมองเธอเนิ่นนานราวกับต้องมนต์สะกด และหลังจากนั้นเขาทำทุกวิถีทางเพื่อพิชิตใจของอุษา และในที่สุดความพยายามของเขาก็สำเร็จจนได้ อุษายอมรับรักเขาในวันคล้ายวันสถาปนาของสถาบัน ในเดือนมกราคมปี 2550 นั่นเอง
 แต่รักหวานชื่นที่บ่มเพาะมาถึง 4 ปี มีอันต้องจบลงเมื่อทางบ้านของอุษารู้เรื่อง ในวันที่พวกเขาไปฉลองหลังจากจบการศึกษาด้วยกัน
จากคำพูดของแม่อุษาทำให้ชีวานนท์ได้นึกรู้ถึงความแตกต่างของเขากับอุษา เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาต้อยต่ำเกินไปสำหรับเธอและหากยังฝืนคบกันอยู่หนทางข้างหน้ามันช่างดูมืดมนนัก

 ' ความรัก มันคืออะไรกันแน่นะ '

ชีวานนท์พร่ำถามกับตนเองอยู่อย่างนั้น

 จากนั้นชีวานนท์เลือกที่จะตัดความสัมพันธ์กับอุษา ด้วยการพาผู้หญิงไปนอนที่ห้องให้เธอเห็น มันคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้อุษาตัดใจจากเขา และมันได้ผลชะงัดนัก อุษาเสียใจมากถึงขั้นหายไปไม่ติดต่อเขาอีกเลย แต่คนที่เสียใจมากที่สุดก็หนีไม่พ้นชีวานนท์ จะมีความเจ็บปวดใดทรมานไปกว่าการทำร้ายคนที่เรารักด้วยมือตนเองกันอีกเล่า...

เป็นเหมือนคำสาปหรืออย่างไรนะ ทุกๆ ครั้งที่ชีวานนท์มอบหัวใจให้ใครสักคน สุดท้ายมักต้องลงเอยด้วยความเจ็บปวดอยู่เสมอไม่ว่ากับเพื่อนหรือคนรัก บ่อยครั้งที่เขาน้ำตาตกในกับโชคชะตากับตนเอง แต่ถึงอย่างนั้นชีวานนท์ก็ไม่เคยย่อท้อเขาเชื่อว่าสักวัน เขาจะต้องได้เจอคนที่เกิดมาเพื่อกันและกัน และเขาเคยให้สัญญากับตนเองแล้วว่าจะไม่กลับไปเป็นชีวานนท์คนเก่าอีกเด็ดขาด
  เมื่อนึกถึงเรื่องอุษาชีวานนท์มักจะนึกไปถึงเรื่องของรามิลด้วยเสมอ ช่วงเวลานั้นเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดในวัยเด็กของเขา และทำให้มีกำลังใจที่จะผ่านความเศร้าเสียใจต่าง ๆ มาได้
 ' ไม่มีเหตุผล ' ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ชีวานนท์ไม่เคยเข้าใจความรู้สึกลึก ๆ ในใจของตนเองตั้งแต่วันนั้น วันที่ได้พบรามิลครั้งแรกจนกระทั่งตอนนี้ เขายิ้มทั้งน้ำตาเมื่อนึกถึงวันเวลาเก่า ๆ เหล่านั้น

 ' มันคืออะไรกันแน่นะความรู้สึกที่อัดแน่นในอกของเรา มันเหมือนหายใจไม่ทั่วท้อง และเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่นึกถึงไอ้มิล หรือว่าเรา... ไม่มีทาง...มันไม่มีทางเป็นอย่างนั้นไปได้แน่!!... '

ชีวานนท์สลัดความคิดในหัวทิ้ง ก่อนจะลุกเข้าห้องน้ำไป

✤✤✤✤✤✤✤✤✤

ในวันและเวลาเดียวกัน
ที่บริษัท PG ORGANIZER หลังจากผกากรองวางสายจากรามิลแล้ว ขณะที่ทุกคนกำลังนั่งทำงานที่โต๊ะใหญ่กลางห้องและพูดถึงรามิลกับตากล้องหนุ่มคนนั้นอย่างออกรส จู่ ๆ ร่างหนึ่งที่ไม่คิดว่าจะมาได้ปรากฏตัวขึ้น

" นี่ ๆ เจ๊มีข่าวดีจะบอก! "

ผกากรองเกริ่นนำเรียกความสนใจ ซึ่งได้ผลทุกสายตาจับจ้องมาที่เธอทันที

" เจ๊โทรชวนมิลให้มาช่วยงานอีกล่ะนะ เค้าตอบตกลงจ่ะ"

เพียงเท่านั้นเสียงกรี๊ดกร๊าดก็ดังขึ้นและเกิดสงครามน้ำลายขึ้นเป็นหย่อม ๆ แต่ทุกคนก็ต้องอยู่ในอาการแข็งทื่อราวถูกสาปให้เป็นหิน เมื่อชายร่างสมส่วนดูดีตั้งแต่หัวจรดเท้า ปรากฏตัวขึ้น

 " คุณภพ! "

ผกากรองหันขวับไปมองทันที ขณะที่ทั้งโสภา ต้อยติ่ง และตุ๊ดตู่เรียกชื่อนั้นและอ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อตาตนเอง เจนภพยืนทำหน้านิ่งล้วงกระเป๋ากางเกงตามความเคยชิน

" ตาภพ! แกหายไปไหนมาตั้งหลายวันห๊ะ!.. อือหือ!.. กลิ่นเหล้าหึ่งเลย "

ผกากรองเอามือปัดอากาศตรงหน้าเมื่อเดินเข้าไปใกล้เจนภพ ก่อนจะเริ่มร่ายยาวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวและระอาใจ

 " รู้ไหมเจ๊เป็นห่วงแกมากแค่ไหน?! โทรหาแกเป็นร้อย ๆ สายก็ไม่รับ ส่งไลน์ทักเฟส อะไรต่อมิอะไรไปก็ไม่มีตอบกลับ แกจะทำให้เจ๊เป็นห่วงไปอีกนานแค่ไหนกันฮึ?! เฮ้อ!... ขอได้ไหมตาภพ เลิก!...ประชดตัวเองแบบนี้เถอะ... มันก็ผ่านมาหลายปีแล้วนะ แกน่าจะลืม ๆ มันไปได้แล้ว จะต้องให้เจ๊ทำยังไงแกถึงจะกลับมาเป็นน้องชายคนเดิมของเจ๊ได้!?.. "

 ผกากรองรัวเป็นกลองชุดระบายความอัดอั้นในใจก่อนเจนภพจะถอนใจทำหน้าทองไม่รู้ร้อนพูดเสียงไร้อารมณ์ว่า

 " เฮ้อ!.. เหนื่อยไหมเจ๊ ! บ่นยาวเป็นกิโลแบบนี้อ่ะ เดี๋ยวได้ลมจับกันพอดี..ไม่ใช่สาวรุ่นแล้วนะเจ๊ แล้วถามเยอะขนาดนั้นผมตอบไม่หมดหรอก ขอไม่ตอบแล้วกัน "
 " ตาภพ! "
 " น่าเจ๊.. ผมก็กลับมานี่แล้วไงหรือจะให้ผมออกไปอีก "

พูดเสร็จหมุนตัวออกไปมองข้างนอกก่อนจะเหลียวหางตามองที่พี่สาวตนแล้วพูดขึ้นว่า

" และที่ผมกลับมา... เพราะมีเรื่องอยากให้เจ๊ช่วย และถ้าเจ๊รับปาก ผมสัญญาว่าจะกลับมาเป็นน้องชายของเจ๊คนเดิม "

เจนภพหันมาประจัญหน้ากับผกากรอง วางมือหนายึดไหล่บางของเธอไว้ นัยน์ตาสีนิลนั้นมุ่งมั่นอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ผกากรองเสหน้าไปทางลูกน้องเป็นอันเข้าใจว่าให้ออกไปก่อน
 สามสาวออกมายืนรอที่หน้าบริษัทฯ พวกเธอมองผ่านกระจกใสบานใหญ่ซึ่งสามารถเห็นได้ทั่วออฟฟิศ
 สองพี่น้องกำลังคุยกันอยู่ จังหวะหนึ่งเจนภพให้ผกากรองดูบางอย่างในมือถือของเขา หน้าตาของผกากรองแสดงอาการหนักใจทันที และท่ากอดอกส่ายหน้านั้นลูกน้องรู้ดีว่าเจ้านายตนกำลังเครียดเอาการ

  " นี่แก!... ฉันว่านะอีตาคุณภพเนี่ยไม่รู้จักโตสักทีว่าม่ะ ทำแต่เรื่องให้เจ๊ปวดหัวได้ไม่เว้นวัน ดูหน้าเจ๊สิ... ฉันละเห็นใจเจ๊จริงๆ ว่ะแก.. "

 โสภาแสดงความเห็นใจเจ้านายของตนเองก่อนต้อยติ่งจะขัดขึ้นว่า

 " แกไม่รู้อะไร มันมีที่มาที่ไปที่คุณภพเป็นแบบนี้น่ะ "

 นั่นทำให้โสภาตาโตอยากรู้ทันที ก่อนสองแฝดหูตาสับปะรดจะผลัดกันเล่าอย่างถึงพริกถึงขิง

" แกไปรู้อะไรมานังต้อยติ่ง "
" เดี๋ยวหนูเล่าเองพี่ คือยังงี้นังโสภา เรื่องมันมีอยู่ว่า...เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว คุณภพน่ะ...แกเคยรักผู้หญิงคนหนึ่ง "
" หา!.. คุณภพนี่นะ?! เคยรักผู้หญิง !! ฉันไม่เชื่อแกหรอกนังตุ๊ดตู่ ใช้ผู้ชายอย่างกับกระดาษชำระนี่นะ เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด.. "
 " อย่าเพิ่งขัดสิ แกฟังเงียบ ๆ เป็นไหม?! เป็นไปไม่ได้แต่มันก็เป็นไปแล้วนี่.. ทีนี้ในวันที่คุณภพแต่งงานนี่สิ!..เจ้าสาวกลับหายไปซะอย่างงั้น ! "
 " อะไรนะ?! ถึงขั้นแต่งงานกันด้วยเหรอ ตอนนั้นชั้นไปทำอะไรอยู่ไหนถึงพลาดเรื่องนี้ไปได้อ่ะ "
" อันนี้ฉันก็ไม่รู้กับแกหรอกนะ แต่มีช่วงหนึ่งที่แกติดทหารหนุ่มนี่ คงเป็นช่วงนั้นแหละมั้งถ้าจำไม่ผิด วุ้ย! ช่างมันเถอะ! พี่ต้อยติ่งเล่าต่อสิ "

 โสภาทำท่านึกแล้วยิ้มแหยกับลมฟ้าอากาศ ก่อนต้อยติ่งจะเล่าต่อ

  " เค ๆ ทีนี้ในคืนส่งตัวเจ้าสาวน่ะ คุณพระ!...เจ้าสาวได้แอบหนีไปกับทอมซะอย่างนั้นค่ะ!...ที่นี้เป็นไงล่ะ... เท่านั้นแหล่ะแกเอ๊ย!..คุณภพเสียใจฟูมฟาย...จนแทบคลั่งเลยนะ..แล้วหลังจากนั้นเขาลือกันให้แซด ว่าตอนที่คุณภพเสียใจอยู่ มีเพื่อนชายคนสนิทสมัยเรียนขี่ม้าขาวมาคอยพะเน้าพะนอ...ออเซาะอยู่เคียงข้างให้กำลังใจจนอาการดีขึ้น แต่ปลอบกันอีท่าไหนไม่รู้ คุณภพถึงได้กลายมาเป็น..."
" ผู้นิยมบริโภคถั่วดำ!.. "

  สองแฝดประสานเสียงกันหันหน้าสบกับโสภา

  " จริงอ่ะ?! ไม่อยากจะเชื่อว่าคุณภพจะรักผู้หญิงได้ด้วย ชั้นดูไม่ออกจริง ๆ นะแก เอ?หรือว่า...คุณภพไปทำโป๊ะแตกให้เจ้าสาวจับได้เลยแอบหนีไปกับทอมเป็นการเอาคืนว่ะ?!.. "
 " อยากรู้ก็ไปถามเองสิ! แต่ที่ฉั้นรู้คือ คุณภพกับเจ๊ไม่ลงรอยกันตั้งแต่ตอนนั้น เพราะว่าเจ๊เป็นคน..."

 ก่อนต้อยติ่งจะพูดจบประโยคเจนภพได้ออกมาพอดี

 " อุ๊ย!..นั่นๆ คุณภพออกมาแล้ว ...แต่ฉันว่าคุณภพก็น่าเห็นใจนะ คบกับใครก็เจอแต่คนไม่จริงใจ... ทำไมไม่ชายตามองต้อยติ่งบ้างค่ะคุณภพ!? เฮ้อ!... ป่ะ! เข้าข้างในกันเถอะ "
 " เดี๋ยวสิ แกยังเล่าไม่จบเลยเจ๊ทำไม... "
 " ไว้วันอื่นจะเล่าให้ฟังต่อ ไปข้างในก่อนเร็วเข้า.. "
  " อะไรของแกเนี่ย! วุ้ยอารมณ์เสีย!.. "

โสภาเดินกระทืบเท้าตามไป
เมื่อทั้งสามเข้ามาในออฟฟิศ เห็นผกากรองนั่งมือกุมขมับหันหลังให้พวกหล่อนอยู่ที่โต๊ะกลางห้อง ในความเงียบนั้นขณะที่ใครคนหนึ่งกำลังจะอ้าปากพูด ผกากรองยกมือขึ้นโดยไม่หันมามองเป็นนัยน์ว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง ก่อนเธอจะยันตัวลุกขึ้นหันมาสบตาลูกน้อง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วเอ่ยว่า

" ขนของขึ้นรถกันได้แล้ว นี่ก็สายมากล่ะ เดี๋ยวทำงานไม่ทัน "
" ค่ะเจ๊ ! "

น้ำเสียงฟังราบเรียบก็จริงแต่แววตานั้นเต็มไปด้วยแววเศร้าหมอง แต่ถึงจิตใจจะย่ำแย่เพียงใด...งานก็คืองาน นั่นคือ สิ่งที่เธอยึดมั่นมาโดยตลอด
 ผกากรองมองเจนภพที่ยืนคุยโทรศัพท์และหันมาสบตากับเธอ เขาชูโทรศัพท์ขึ้นหลังจากกดวางสาย ส่งยิ้มให้ผกากรองเป็นที่เข้าใจกันสองคน ก่อนจะขึ้นรถแล้วขับออกไป เธอส่ายหน้าอย่างนึกระอาใจ

  ' คนอื่นมีเยอะแยะ ทำไมแกต้องเจาะจงเป็นน้องมิลด้วยนะตาภพ แกคิดจะทำอะไรกันแน่?! '

 ผกากรองได้แต่ถอนใจกับสิ่งที่เจนภพขอร้องเธอให้ช่วย และเธออยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเสียด้วยสิ!!!

 และแน่นอนว่าคู่แฝด Sky News จะไม่ยอมพลาดเรื่องนี้เป็นแน่
 
✤✤✤✤✤✤✤✤✤

วันเดียวกัน เวลาประมาณ 11.00 น. บนถนนดินสอ
 ในร้าน Cupid 's Cake & Bakery ซึ่งเป็นร้านของรามิลนั่นเอง
รามิลรีบเดินเข้าไปในร้านซึ่งมีลูกค้าอยู่จำนวนหนึ่ง เด็กในร้านยกมือไหว้เขาเหมือนทุกครั้ง ตาสีหวานของรามิล มองไปยังหญิงสาวอ่อนวัยกว่า เธอกำลังจัดขนมหลากชนิดในตู้โชว์ ใบหน้าสวยสล้างนั้นหันมาส่งยิ้มละไมเมื่อเห็นว่ารามิลกำลังมองเธออยู่
 ด้วยแววตาสดใสบนวงหน้าสวย ผิวใสถูกแต่งแต้มเพียงบางเบาล้อมกรอบหน้าชวนมองด้วยผมยาวซึ่งถักรวบไว้ข้างหนึ่งของศีรษะ และชุดกระโปรงลูกไม้สีเบจบนร่างระหงนั้นทำให้เธอดูเป็นสาวหวานได้ทันที หนำซ้ำแสงนวลจากตู้โชว์ส่องผิวขาวแลดูผุดผ่องราวกับมีแสงเปล่งออกมาได้ก็ไม่ปาน ภาพนั้นทำให้คนที่ได้มองไม่อาจวางตาได้
 สุนีย์ละจากงานในมือแล้วเดินมาหารามิลที่ยืนคุยกับแคชเชียร์อยู่หน้าเค้าท์เตอร์คิดเงิน บุคลิกเธอดูน่ามองทุกจังหวะการเคลื่อนไหว เมื่อมาถึงสุนีย์สอดแขนเสลาเข้าสวมกอดที่แขนรามิลอย่างถือสนิททันที

 " มาแล้วหรือค่ะพี่มิล นีย์รอตั้งนานแหน่ะ...นึกว่าวันนี้จะโดนเบี้ยวนัดซะแล้ว.. เอ..วันนี้หน้าพี่มิลดูซีด ๆ นะคะ...เหมือนคนไม่ได้นอนเลย ทำงานจนดึกอีกแล้วหล่ะสิ...ใช่ไหมคะ? "

สุนีย์เอ่ยทักเสียงใสและสังเกตเห็นความผิดปกติบนหน้าหวานของรามิล พลางใช้มือสวยหันหน้านั้นสำรวจดู แววตาเธอเต็มไปด้วยความห่วงใย

" มีอะไรที่พี่ปิดเราได้บ้างไหมนะ ฮึ?! "

 รามิลใช้มือโคลงศีรษะสวยเบา ๆ และยิ้มตอบรอยยิ้มที่ส่งมาให้เขา

 " ถ้าเกี่ยวกับพี่มิล..นีย์ใส่ใจทุกอย่างค่ะ "

 แววตาสุกใสจ้องประสานกับนัยน์ตาสีหวานของเขาเพื่อสื่อความหมาย ก่อนรามิลจะเสเปลี่ยนเรื่อง

 " เอ่อ... พี่ว่าเราเข้าไปในครัวกันดีกว่า จะได้ทำขนมกัน..นีย์เตรียมของไว้เรียบร้อยแล้วใช่ไหม "

รามิลเลิกคิ้วถามและไม่ลืมส่งยิ้มหวานให้ด้วย

" พี่มิลอ่ะ... ชอบเปลี่ยนเรื่องกลางคันทุกทีเลยนะค่ะ... นีย์เตรียมไว้ตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ.."

สุนีย์ทำงอนแก้มป่อง ฝ่ายรามิลรู้สึกขันกับท่าทางแบบนั้นของเธอ

" ฮา ๆ ขี้งอนจริง มา ๆ ไปทำขนมกันดีกว่าเผื่ออารมณ์จะดีขึ้น "

รามิลยึดแขนเสลาของเธอหลังจากใช้นิ้วบีบจมูกสวยเบา ๆ ร่างงามนั้นตามไปอย่างว่าง่ายด้วยรอยยิ้ม คนในร้านมองตามสองร่างนั้นหายเข้าไปหลังร้าน พลางซุบซิบด้วยนึกอิจฉาในรูปร่างหน้าตาของทั้งคู่

 ในห้องครัวมีอุปกรณ์และวัตถุดิบสำหรับทำเค้กและเบเกอรี่ครบครัน บ้างตั้งอยู่บนโต๊ะสแตนเลส บ้างอยู่บนชั้นวางและในตู้เก็บของ ห้องครัวดูสะอาดและจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบบ่งบอกถึงการดูแลเอาใจใส่ของเจ้าของได้เป็นอย่างดี
หลังจากเปิดเตาอบ worm เอาไว้และตั้งอุณหภูมิเสร็จแล้ว รามิลในชุดผ้ากันเปื้อนและผ้าโพกหัวจึงเริ่มทำเค้กตาม order ทันทีโดยมีสุนีย์เป็นลูกมืออยู่ข้าง ๆ
 เค้กของรามิลนั้นมีเสน่ห์กว่าร้านอื่นตรงเนื้อเค้กนุ่มลิ้นซึ่งแทบละลายทันทีเมื่อเข้าปาก เนื้อครีมเนียนละเอียดรสชาดกลมกล่อมรวมทั้งการแต่งหน้าเค้กที่พิถีพิถันแถมมีรสชาดแปลกใหม่ให้ลูกค้าได้ลิ้มลองเสมอ ๆ และที่สำคัญคือ เค้กทุกชิ้นที่รามิลทำเขาใส่หัวใจและความรักลงไปในนั้นด้วย
  รามิลไม่รู้ตัวสักนิดว่าใบหน้าตนเองขณะทำเค้กนั้นดูมีเสน่ห์และมีชีวิตชีวามากเพียงใด รอยยิ้มและแววตาที่เต็มไปด้วยความสุขนั้น รวมทั้งท่าทางคล่องแคล่วและกระฉับกระเฉงของเขาทำให้สุนีย์รู้สึกมีความสุขไปด้วยจนเธอไม่อาจละสายตาไปที่อื่นได้
 สุนีย์มองใบหน้านั้นอย่างหลงใหลเป็นนาน...รามิลจึงหันมาถาม

" มีอะไรติดหน้าพี่หรือเปล่านีย์ เห็นมองอยู่นานแล้ว "
" อ๋อ..ไม่มีค่ะพี่มิล ฮะๆ ...คือ นีย์ชอบมองหน้าพี่มิลเวลาทำขนมน่ะค่ะ ไม่รู้สิ...นีย์ว่าดูมีเสน่ห์น่ามอง พอมองแล้วทำให้มีความสุขในหัวใจ เหมือนกับโลกนี้มันสดชื่น....ขึ้นมาทันตา อืม?..มันไม่รู้จะอธิบายยังไงน่ะค่ะ พี่มิลเชื่อไหมค่ะ?!..ให้นีย์มองเป็นวันๆ ก็ไม่เบื่อค่ะ.. "

 สุนีย์ตอบเสียงสดใส หน้าตาเธอราวกับเคลิ้มฝัน

สุนีย์มักพูดในสิ่งที่คิดอย่างตรงไปตรงมาเสมอ นัยน์ตาสีดำขลับเป็นประกายระริกราวเด็กน้อยใสซื่อเมื่อมองรามิล

รามิลยิ้มพร้อมส่ายหน้ากับสำนวนและท่าทางเพ้อฝันนั้นของเธอ

" อ่านนิยายเยอะไปหรือเปล่าเรา ฮึ! พูดจาเพ้อ ๆ ชอบกลหรือว่า กินอะไรผิดสำแดงมา ฮา ๆ เอา! เลิกมองหน้าพี่แล้วเอาเค้กเข้าตู้อบได้แล้ว "
" หืม!! ก็นีย์พูดเรื่องจริงนี่ค่ะ ชิ! แบร่ !! "

  สุนีย์ย่นจมูกแลบลิ้นใส่รามิลอย่างอารมณ์ดี ซึ่งมันเป็นแบบนั้นเสมอเมื่อเธอได้อยู่ข้าง ๆ ชายคนนี้

หลังจากเอาเค้กเข้าตู้อบ สุนีย์มายืนเคียงรามิลซึ่งกำลังเตรียมครีมสำหรับแต่งหน้าเค้กอยู่ ส่วนเธอกำลังเตรียมส่วนผสมสำหรับทำบลูเบอรี่ชีสเค้ก

" พี่มิลค่ะ... "

สุนีย์เอ่ยขึ้นขณะที่ตามองไปยังครีมที่รามิลกำลังทำอยู่

" คับ?! ว่าไงคับ... "

 รามิลหันมามองวงหน้าที่เงยมามองเขาอยู่

 " ถ้าพี่มิลจะทำเค้กให้คนที่พี่รัก พี่มิลจะทำเค้กอะไรให้เค้าค่ะ? "

 นัยน์ตาดำขลับจ้องตาเขาแน่นิ่งบ่งบอกว่าเธอจริงจัง
 รามิลจะทำท่าคิดแล้วตอบออกมาว่า

  " อื่ม... คงเป็น...เค้กช็อคโกแลตมั้ง พี่ว่ารสขมและหวานของช็อคโกแลตมันก็เหมือนกับความรักที่มีทั้งสุขและทุกข์ปน ๆ กันไป แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นมันก็เป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากทีเดียว อีกอย่างนะช็อคโกแลตเนี่ยกินแล้วทำให้รู้สึกสดชื่น!..อารมณ์ดีมากด้วย อ้อ!..แล้วก็อันนี้สำคัญที่สุด..."
" อะไรหรือค่ะ? "
" ก็...พี่ชอบช็อคโกแลตนะสิ เพราะฉะนั้นคนที่พี่จะรักก็ต้องชอบอะไรคล้าย ๆ กัน จริงไหมล่ะ?! แล้วนีย์ถามทำไมหรือครับ? "

 รามิลตอบเสียงสดใสและใบหน้ายิ้มแย้มอย่างที่เขาเป็นอยู่เสมอ
สุนีย์ยิ้มกริ่มกับคำตอบที่ได้รับ ทอดสายตามองไปข้างหน้าครู่หนึ่งเหมือนกับมีความในใจ แล้วกลับมาสบตากับรามิล ด้วยแววตาเป็นประกายเอ่ยว่า

 " นีย์แค่อยากมั่นใจน่ะค่ะ ว่าสิ่งที่นีย์คิดไว้มันถูก? พี่มิล ค่ะ?.. นีย์ขออยู่กับพี่มิลแบบนี้ตลอดไปได้ไหมค่ะ? ถ้าวันหนึ่งพี่มิลมีใครเข้ามาให้นีย์อยู่ข้าง ๆ พี่มิลต่อไปเรื่อย ๆ นะค่ะ?.. "
 " อื้ม!..แน่นอนคับ ไม่ว่าพี่จะมีใครนีย์ก็ยังเป็นน้องพี่อยู่เหมือนเดิมนี่นา เป็นอะไรฮึ?! เรา... ทำไมวันนี้พูดอะไรแปลก ๆ อีกอย่างพี่ไม่มีใครหรอกอยู่แบบนี้สบายใจกว่าเป็นไหน ๆ "

รามิลยกมือโคลงศีรษะสุนีย์เหมือนทุกครั้งที่เขาอยากให้เธอสบายใจ และเธอรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งเช่นกันเมื่อเขาปฏิบัติเช่นนั้นกับเธอ

สุนีย์ยึดแขนรามิลไว้แน่น สายตานั้นวิงวอนเขาไม่มีปิดบัง

รามิลไม่แน่ใจนักว่าสุนีย์คิดอะไรอยู่เพราะเขาอ่านใจของเธอไม่ออก ซึ่งมันน่าแปลกรามิลอ่านใจคนอื่นได้ง่ายดายแต่สำหรับสุนีย์สัมผัสพิเศษของเขากลับใช้ไม่ได้ผลกับเธอ

สุนีย์รู้ซึ้งดีว่ารามิลไม่เคยคิดกับเธอมากไปกว่าน้องสาว เธออายุอ่อนกว่ารามิลปีหนึ่ง แต่เรียนก่อนเกณฑ์จึงได้มาเรียนร่วมรุ่นกันกับรามิล

และเหมือนพรหมลิขิตขีดไว้ให้เธอได้มาพบกับรามิล วินาทีแรกที่เดินชนกับเขาในวันปฐมนิเทศน์ ความรู้สึกคุ้นเคยแล่นเข้าสู่หัวใจทันที ตอนนั้นสุนีย์รู้สึกเหมือนตนเองล่องลอยอยู่ในอากาศ ภาพรอบตัวเธอพลันกลายเป็นสีชมพู และเหมือนจะเห็นกามเทพตัวน้อย ๆ บินรอบๆ ตัวเธอเสียด้วยซ้ำ เมื่อได้เสียงของรามิล

 " เจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ ขอโทษนะครับพอดีว่าผมไม่ทันมอง "

น้ำเสียงนั้นฟังไพเราะ แววตาหวานซึ้งซ่อนแววจริงใจและเป็นมิตรอยู่ในนั้น ใบหน้าหวานของเขามองมาที่เธอด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะยื่นมือให้เธอจับแล้วพยุงให้ลุกขึ้น สุนีย์คิดว่าเธอตกหลุมรักรามิลตั้งแต่ตอนนั้น และยิ่งได้รู้จักและใกล้ชิดกัน นานวันความรู้สึกของเธอยิ่งก่อตัวแน่นหนาจนยากจะถอนตัวได้ จากนั้นเธอได้แต่เฝ้ามองรามิลมาโดยตลอด

นอกจากจะเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันแล้ว ยังเรียนห้องเดียวกันนั่งติดกันและทุกกิจกรรมที่เธอทำในรั้วมหาวิทยาลัยล้วนมีรามิลเป็นส่วนหนึ่งในนั้นด้วยเสมอ เพราะทั้งคู่เป็นดาวและเดือนของคณะและของมหาวิทยาลัยฯ ด้วย ดังนั้นจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน

 ในสายตาคนอื่นต่างมองว่าสุนีย์กับรามิลนั้นคบหากันอยู่ ทั้งคู่ดูเหมาะสมกันดี ทั้งรูปร่างหน้าตาและนิสัยใจคอ ต่างเป็นที่อิจฉาของคนรอบข้าง แต่ถึงแม้รามิลจะไม่ปฏิเสธกับความคิดของคนเหล่านั้น แต่เขาก็ไม่เคยเลยสักครั้งเช่นกันที่จะใจอ่อนยอมรับรักจากเธอ

สุนีย์เคยพยายามบอกรักรามิลถึงสองครั้งแต่ไม่เป็นผล ซึ่งไม่เฉพาะกับเธอเท่านั้นแม้แต่กับผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่เข้ามาในชีวิตของเขา รามิลไม่เคยมีทีท่าว่าจะสนใจใครเป็นพิเศษ เธอรู้สึกเหมือน...เขาจะมีอะไรในใจเสมอเมื่อมีคนเข้ามา มันดูคล้ายกับว่า

 ' พี่มิลจะรู้ว่าคนอื่นคิดอะไรอยู่ '

ใช่สุนีย์รู้สึกอย่างนั้น มีหลาย ๆ เหตุการณ์ที่ทำให้เธอเข้าใจว่ามันเป็นอย่างนั้น และมีหลาย ๆ ครั้งที่รามิลมักจะเหม่อโดยไม่รู้ตัว แต่เธอไม่รู้ว่ารามิลจะอ่านใจเธอได้ด้วยหรือไม่

 ถึงแม้รามิลจะไม่ได้รับความรู้สึกของสุนีย์แต่เขาก็ไม่เคยทำร้ายน้ำใจเธอเช่นกัน ยังคงดีกับเธอเหมือนเช่นที่ผ่านมา สำหรับคนอื่นมันอาจจะเหมือนการให้ความหวังและทำร้ายหัวใจของเธอ แต่สำหรับสุนีย์แล้วการได้อยู่เคียงข้างได้ทำเพื่อรามิล และได้เฝ้ามองดูเขาอย่างใกล้ชิดแบบนี้ เป็นสิ่งที่เพียงพอแล้วและเธอไม่เคยเรียกร้องให้รามิลรับความรู้สึกของเธออีก ครั้งหนึ่งเคยคิดว่า

 ' มันคงเป็นคำสาปให้เรารักมั่นในตัวพี่มิลสินะ... ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง.. เราก็ขอยอมรับในคำสาปนี้ตลอดไป '

" นีย์ครับเป็นอะไรหรือเปล่า ยืนเหม่อเชียว ครีมมันจะแตกตัวแล้วนะ "
 " อ้อ?! เปล่าค่ะพี่มิล แหะ ๆ เดี๋ยวนีย์ไปดูเค้กก่อนนะค่ะ "
 " ครับ... เป็นอะไรของเขานะ?! "

รามิลหันยิ้มตามหลังสุนีย์และรู้สึกแปลก ๆ กับท่าทางของเธอ


กลิ่นเค้กหอมกรุ่นหน้าตาน่ากินถูกบรรจุในกล่องน่ารักพร้อมส่งต่อไปยังเจ้าของ

รามิลออกมาหน้าร้านหลังจากทำชีสเค้กและขนมอีกสองสามอย่างเสร็จ

'  เวลาของความสุขมักผ่านไปไวเสมอ '

รามิลรู้สึกอย่างนั้น เขาไม่เคยรู้สึกเหนื่อยหน่ายที่จะทำในสิ่งที่ตนเองรักและการทำขนมนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของเขาอย่างหนึ่ง

" มิลเรียนคหกรรมฯ เพราะรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างบอกให้ มิลเลือกเรียนครับ "

 เป็นคำตอบที่คนตั้งคำถามมักได้ยินเสมอเมื่อถามว่าทำไมเขาถึงเลือกเรียนคณะนี้

รามิลมองลูกค้าที่นั่งดื่มกาแฟอยู่ที่มุมหนึ่งในร้าน เธอตักก้อนเค้กเข้าปาก ทันทีที่เธอสัมผัสถึงรสชาดรอยยิ้มละมุนปรากฏบนใบหน้านั้นทันทีเช่นกัน รามิลสัมผัสได้ถึงความสุขของลูกค้ารายนั้น

 เมื่อได้เห็นแววตาแห่งความสุขที่เต้นระริกในดวงตาของคนที่ได้ลิ้มรสเค้กของเขา ทำให้รามิลมีความสุขมากกว่าสิ่งใด

  เสียงเพลงไพเราะจังหวะนุ่มนวลดังคลอเบา ๆ ในร้านทำให้บรรยากาศผ่อนคลายเหมาะกับการนั่งจิบกาแฟพร้อมกับมองบรรยากาศรอบร้านที่ตกแต่งอย่างน่ารักแบบเพลินตาเพลินใจ แถมมีเจ้าของร้านเป็นหนุ่มหล่อสาวสวยให้มองอีกต่างหาก จึงทำให้มีลูกค้าแวะเวียนมาที่ร้านอยู่ไม่ขาด

 รามิลร่วมหุ้นกับสุนีย์ เซ้งร้านต่อจากญาติของสุนีย์เมื่อต้นปี และทำเป็นร้านเบเกอรี่ขายทั้งปลีกและส่ง รวมทั้งสามารถนั่งดื่มกาแฟและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในร้านได้ด้วย แม้จะเพิ่งเปิดร้านไม่นานแต่ด้วย บริการที่ดีและรสขาดที่ถูกปาก จึงมีการบอกปากต่อปากจนเป็นที่รู้จักขยายไปในวงกว้าง ทำให้กิจการของเขาไปได้ดีในระดับที่น่าพอใจ

รามิลยืนยิ้มพรายเมื่อมองภาพลูกค้าในร้าน ชั่วขณะหนึ่งภาพตากล้องหนุ่มคนนั้นปรากฏในความคิดของเขาสลับกับผู้หญิงในฝัน ทันใดนั้น! จู่ ๆ ร่างโปร่งของเขาได้ทรุดลงกับพื้นแล้วแน่นิ่งไป

✤✤✤✤✤✤✤✤✤


วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ตอนที่ 4 รามิลผู้มีสัมผัสพิเศษและชีวานนท์นักผจญไพร ( ช่วงที่ดีที่สุด )

     ความเดิมตอนที่แล้ว
    ชีวานนท์กลับมาถึงห้องในดึกคืนนั้น
 หลังจากได้พบชายคนหนึ่งในขณะที่ไปทำงานเมื่อกลางวัน ทำให้เขาหวลนึกถึงเพื่อนในวัยเด็กขึ้นมาเช่นเดียวกับรามิล หลังจากพบกับช่างภาพในงานเดียวกันนั้น ซึ่งก็คือชีวานนท์นั่นเอง ความทรงจำวัยเด็กก็กลับมาอีกครั้ง
ในวัยเด็กชีวานนท์ถูกส่งให้ไปอยู่วัดและนั่นทำให้เขาได้พบกับรามิล มีเหตุการณ์ประหลาดขึ้นในขณะที่พวกเขาได้พบกันจากเหตุการณ์นั้นทั้งสองรู้สึกเหมือนเคยรู้จักกันมาก่อนจึงทำให้เกิดความสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว

 
✤✤✤✤✤✤✤✤✤
 
    
     วันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2539 แรม 10 ค่ำเดือน 5

 ในสายของวันหนึ่ง เจ้าลิงออกไปดักรอรามิลที่ทางเข้าวัดพร้อมทั้งย่ามบรรจุน้ำดื่มและอาหารไว้ข้างใน วันนี้เจ้าลิงจะพารามิลไปทัศนศึกษา
 
     ' เอ.. ไอ้มิลเอ็งจะเบี้ยวนัดข้าหรือเปล่าว่ะ สายโด่งแล้วยังไม่โผล่หน้ามาอีก ข้านึกแล้ว.ไอ้พวกเด็กในเมืองคำพูดมันเชื่อถือไม่ได้หรอก '

เจ้าลิงบ่นกับตนเองและรู้สึกผิดหวังที่เชื่อในคำสัญญาของรามิล ขณะที่เขาถอดใจหันหลังเดินเข้าวัดไปนั้น

  " นายลิงดำ!!!รอเดี๋ยว "
 
 เสียงใสตะโกนมาแต่ไกลแต่เจ้าลิงกลับแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินทั้ง ๆ ที่ในใจนั้นลิงโลดด้วยความดีใจ รามิลเร่งฝีเท้าปั่นจักรยานมาขวางหน้าไว้ด้วยอาการเหนื่อยหอบ

 " เราเรียกไม่ได้ยินหรือไง... โทษทีนะที่มาช้าเพราะต้องรอให้หวานเย็นมันแข็งน่ะ นี่..เราเอามาฝาก โอย...เหนื่อยรีบปั่นมาจากบ้านเลยนะ "

รามิลหายใจหอบขณะพูดพลางชี้นิ้วไปที่ถุงหิ้วซึ่งแขวนไว้กับแฮนด์รถ
ฝ่ายเจ้าลิงนั้นรู้สึกแย่กับตนเองทันทีที่มีความคิดแบบนั้นกับรามิลก่อนจะเอ่ยเสียงรู้สึกผิดออกไป

 " อืม.. ขอบใจมาก แต่เอ็งไม่เห็นต้องลำบากเอามาฝากข้าเลย "
 " ลำบากอะไรกันแค่นี้เรื่องจิ๊บจ๊อย มากกว่านี้เราก็เอามาฝากนายได้ เราเพื่อนกันนะนายลิง แล้วนายรู้ไหมแม่เรานะ...ทำหวานเย็นอร่อยมากจะบอกให้ รีบกินสิเดี๋ยวมันละลายจะไม่อร่อย "

 เมื่อสิ้นเสียงใสของรามิล น้ำตาพลันรื้นที่ขอบตาของเจ้าลิงด้วยรู้สึกตื้นตันในบางคำ ' มากกว่านี้เราก็เอามาฝากนายได้เราเพื่อนกันนะนายลิง ' สำหรับคนอื่นอาจไม่มีความหมายลึกซึ้งนักแต่สำหรับชีวานนท์แล้วคำนั้นมีค่าสำหรับเขามากมายนัก 
  รามิลสัมผัสถึงความผิดปกติขณะเจ้าลิงหันหน้าหนี

 ' เพื่อน? ในขณะที่ข้าพยายามหนีมัน แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าที่แท้ข้าโหยหา เพื่อน มาตลอดต่างหาก ขอบใจมากนะไอ้มิล '

 ชีวานนท์รำพึงในใจ

 " นายเป็นอะไรหรือเปล่าทำไมวันนี้เงียบ ๆ ล่ะ ปกติขี้โม้จะตาย "
 " เปล่า...ข้าไม่ได้เป็นอะไร "

ชีวานนท์ตอบเสียงสั่น ก่อนเขาจะปรับอารมณ์ให้เป็นปกติหันกลับมาฝืนยิ้มให้รามิลและพยายามทำให้ดูไม่มีพิรุธเท่าที่จะทำได้ซึ่งมันไม่ได้ผลสักนิด

 " ข้าไม่ได้เป็นอะไรหรอก ไหน...เอามาลองชิมซิจะอร่อยเหมือนคำคุยหรือเปล่า "
' ดูหน้าก็รู้แล้วนายมีความในใจ เราคงพูดอะไรที่กระทบกับความรู้สึกนายสินะ นายนี่อ่อนไหวง่ายจัง ไม่สมกับตัวนายเอาเสียเลย '

 รามิลยิ้มด้วยแววตาที่ชีวานนท์ไม่เข้าใจ ก่อนจะหยิบหวานเย็นจากถุงหิ้วส่งให้เขาอันหนึ่งและหยิบให้ตนเองอันหนึ่ง ตาหวานนั้นยังคงจับจ้องที่หน้าคมของชีวานนท์จนเขาต้องหลบสายตา

 ' ทำไมเอ็งจ้องข้าแบบนั้นว่ะไอ้มิลมันทำให้ข้าทำตัวไม่ถูกนะเว้ย!.แล้วไอ้รอยยิ้มแบบนั้นมันทำให้ข้าขนลุกซู่เลย. '

ชีวานนท์รำพึงในใจเช่นเดียวกับรามิล

 ' ไม่น่าเชื่อขนาดหน้าดำยังเห็นว่านายอายหน้าแดงเลย ฮา ๆ นายลิงดำนะนายลิงดำ '

 " เป็นไงอร่อยไหม "

รามิลถามหลังจากเจ้าลิงเอาหวานเย็นเข้าปากไปแล้ว

 " อื้ม... อร่อยมากเลย ข้าเพิ่งเคยกินครั้งแรกเลยนะ ทั้งหวานทั้งเย็นชื่นใจข้าจริง ๆ "

 เสียงและท่าทางนั้นบ่งบอกถึงความรู้สึกได้ดี

 " ฮา ๆ ๆ นายนี่มันเวอร์ได้ตลอดจริงเชียว ถ้าชอบวันหลังเราจะเอามาฝากอีก "
 " อื้ม... ข้าชอบที่ซู้ดดด ! ว้าว!..มีเนื้อขนุนด้วย เอ็งรู้ไหม? ข้าชอบกินขนุนมากเลย "
 " ฮา ๆ ๆไม่ต้องทำท่าขนาดนั้นก็ได้เราเชื่อแล้ว นายชอบกินขนุนหรอ เราจะจำไว้นะ... เอ้อ! นายปั่นจักรยานเป็นหรือยัง นี่ก็ครบวันตามสัญญาแล้วนะ "

  รามิลทวงสัญญาที่เจ้าลิงให้ไว้เมื่อสองวันก่อน และเขาเพิ่งสังเกตเห็นรอยเขียวช้ำที่เข่า ข้อศอก และมีรอยแผลที่แข้งขวาของนายลิงด้วย รอยยิ้มพลันเปลี่ยนเป็นกังวลทันที

 " อย่าบอกนะว่ารอยพวกนั้นนายได้มาเพราะหัดปั่นจักรยาน "

รามิลพูดด้วยความตกใจและเป็นห่วงระคนกัน

 " ใช่แล้วล่ะแต่ไม่เจ็บหรอกไม่ต้องทำหน้าห่วงข้าขนาดนั้น ข้ามันหนังหนาอยู่แล้วแค่นี้สบาย!!!.. ถอยไปเดี๋ยวข้าจะปั่นให้เอ็งซ้อนเอง " 

 พลางเอานิ้วโป้งปัดจมูก แล้วค้างไว้กลางอากาศประหนึ่งว่า ข้ามันเยี่ยมยอดอยู่แล้ว
  รามิลขยับไปที่ตำแหน่งคนซ้อนเพื่อให้เจ้าลิงมาแทนที่เขา

" พร้อมนะ "

ชีวานนท์เหลียวหลังไปถาม

 " อื้ม... ค่อย ๆ ประคองแฮนด์ไว้และทรงตัวดี ๆ ...แบบนั้นแหละ...ไม่น่าเชื่อนายหัดได้ไวมากเลย ว่าแต่วันนี้นายจะพาเราไปไหน ..ที่บอกว่าจะพาไปดูที่โปรดของนายน่ะ "
" เดี๋ยวก็รู้ "


เจ้าลิงยิ้มกริ่ม จากนั้นจึงปั่นจักรยานไปตามเนินดินที่เกิดจากการขุดห้วยส่งน้ำไปตามไร่นาซึ่งสภาพไม่ดีเท่าไรนัก
 ตลอดเส้นทางเป็นทุ่งนากว้างสุดลูกหูลูกตาขนานไปกับเดินดินทั้งสองฝั่งห้วย ซึ่งตอนนี้มีเพียงตอข้าวสีน้ำตาลนวลแซมด้วยสีขาวของดอกหญ้าบั้งส่งกลิ่นเฉพาะตัวลอยตามลมมา ในมุมหนึ่งนกเอี้ยงบินขึ้นลงบนหลังควายที่เดินเล็มหญ้าอยู่กลางทุ่ง ตั๊กแตนบินหวือหนีเมื่อควายเหล่านั้นขยับตัว
 รามิลมองเงาฟ้าที่สะท้อนแอ่งน้พในห้วย วันนี้ดูสดใสกว่าทุกวัน เขารู้สึกอย่างนั้น ก่อนจะเงยหน้ากางแข้งขารับลมเย็น
 อากาศวันนี้ช่างเป็นใจนักแดดร่มลมตกมีลมพัดเย็นจากแนวต้นไม้สองข้างทางนั้น ผีเสื้อตัวหนึ่งบินเคียงไปกับพวกเขาสองคน ชีวานนท์พยายามปั่นไล่กวดแต่ไม่ทันสักที
 เจ้าลิงร่ายชื่อพันธุ์ไม้พร้อมบอกสรรพคุณนานาไปตลอดทางจนรามิลนึกแปลกใจ

  " นายไปรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหนกัน " " ไม่รู้สิอยู่ ๆ มันก็ผุดมาในหัวของข้าเอง " 
 " นายพูดจริงนะ?! "
" อื้ม...ข้าพูดจริง ก็ไม่รู้ว่าทำไมแต่มันนึกขึ้นมาได้เอง ตั้งแต่ข้าจำความได้แล้วล่ะ เอ็งเชื่อไหมตอน 5 ขวบข้าปลูกต้นไม้ไว้ตั้งเยอะแถมยังโตไวด้วย ออกดอกออกผลดกอีกต่างหากเพราะข้ามีปุ๋ยสูตรลับเฉพาะ ตอนนั้นข้าก็ไม่รู้ว่าทำได้ยังไง ตอนนี้ให้ทำอีกนึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าใส่อะไรบ้าง
แม่ข้าเล่าให้ฟังว่าข้าเพาะกล้าไม้เป็นก่อนจะเรียกพ่อกับแม่ได้เสียอีก ข้าก็ไม่อยากเชื่อจนแม่พาไปดูต้นมะขามที่ข้าปลูกไว้หลังบ้าน ข้าเลยรู้สึกว่าเหมือนเคยทำแบบนั้นจริง ๆ เอ้อ! แล้วเวลาที่ข้าเข้าป่ากับพ่อทีไรนะ ..ข้ารู้สึกคุ้นเคยแปลก ๆ มันมีความสุขแบบที่ข้าเองก็ไม่เข้าใจ "
 " อื้ม มันก็แปลกดีนะสงสัยนายจะเคยเป็นฤาษีมาก่อนมั้งเลยชอบป่า ฮา ๆ  " 
 " ก็คงจะใช่เพราะข้าไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใคร เอ็งพูดมีเหตุผลว่ะไอ้มิล ฮา ๆ "
 ' บางทีอาจจะเป็นพรสวรรค์พิเศษเหมือนเราก็ได้มั้ง นายกับเราจะว่าไปเราก็มีอะไรคล้าย ๆ กันนะนายลิง '

รามิลนึกในใจ  ทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่งก่อนรามิลจะเอ่ยขึ้น

" นายลิง....นายจำวันแรกที่เราเจอกันได้ไหม? "

 เลือดฉีดขึ้นหน้ารามิลจนร้อนวูบวาบเมื่อนึกถึงตอนที่เจ้าลิงล้มลงประกบปากกับเขา ฝ่ายเจ้าลิงนั้นกำลังไล่เรียงเหตุการณ์วันนั้นในหัวก่อนตอบออกมา

 " จำได้สิมีอะไรหรือ? "
" นายไม่นึกแปลกใจกับสิ่งที่พวกเราเห็นบ้างเลยรึไง "
 " แปลกใจสิ ข้าเล่าให้หลวงตาฟัง หลวงตาก็บอกว่าอาจจะตาฝาดไปเองก็ได้แต่ยังไงข้าก็ว่ามันเหมือนจริงมากเลยนะ แถมข้ายังรู้สึกคุ้นหน้าสองคนนั้นมากเลยด้วย "
  " ใช่เราก็เหมือนกัน เราเล่าให้ป๊ากับม๊าฟังท่านก็ไม่ได้พูดอะไร บอกแค่ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีอะไรแบบนั้นเกิดขึ้น แล้วก็ทำท่าเหมือนมีอะไรปิดบังเราอยู่ด้วย เราพยายามอ่านใจม๊ากับป๊าแต่ก็ทำไม่ได้ "
 " เอ็งว่าอะไรนะ อ่านใจอะไรของเอ็งว่ะ "
 " อ๋อ... เปล่าไม่มีอะไรเราพูดไปเรื่อยเปื่อยน่ะเราแค่สงสัยว่าทำไมถึงเห็นชายหญิงคู่นั้นแล้วรู้สึกเหมือนเคยเจอก็แค่นั้นเอง.. แล้วอีกไกลไหมกว่าจะถึงที่ที่นายจะไปเราเริ่มเมื่อยก้นแล้วนะ "

 รามิลรีบเปลี่ยนเรื่องเมื่อรู้ว่าตนเองหลุดปากในสิ่งที่ไม่อยากให้ใครรู้ออกมา

  ' ทำตัวมีพิรุธนะเอ็ง '

 ชีวานนท์นึกในใจ

 " อีกไม่ไกลแล้วล่ะ พอผ่านโค้งตรงกระท่อมข้างหน้านั่นก็ถึงแล้ว "

 รามิลเอี้ยวตัวมองตามปากเจ้าลิงที่บุ้ยไปข้างหน้า ขณะผีเสื้อมาเกาะที่ไหล่ของชีวานนท์แล้วบินนำหน้าไป เขาจึงเร่งปั่นให้ทันอย่างนึกสนุก รามิลส่งเสียงเชียร์อยู่ด้านหลัง
สักพักภาพลานทุ่งกว้างใหญ่ได้ปรากฏตรงหน้า ทั้งสองไล่มองไปทั่วทุ่งนั้นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เห็นทิวไม้สูงต่ำสีแปลกตาล้อมรอบทุ่งนั้นด้านหนึ่งมีบึงน้ำขนาดใหญ่น้ำในบึงนั้นใสจนเป็นสีเขียวมรกต มีกระท่อมเล็ก ๆ แบบเปิดโล่งตั้งอยู่ที่มุมบึงทั้งสี่ ในกระท่อมหลังหนึ่งมีชายวัยกลางคนนั่งอยู่ เดาว่าน่าจะเป็นเจ้าของวัวควายที่กำลังลงเล่นในบึง และที่อยู่บนตลิ่งใต้ร่มไม้ตลอดริมบึงนั่นด้วย
 เสียงกระพรวนดังกรุ๊งกริ๊งเมื่อพวกมันขยับตัวสลับกับเสียงร้องของลูกวัวควายกำลังตามหาแม่มันอยู่ ดังขึ้นประสานกับเสียงนกและจั๊กจั่นแถวนั้น
 กลิ่นสาบลอยมากับลมเย็นผ่านร่างเด็กน้อยเป็นระลอก แต่นั่นทำให้รู้สึกสดชื่นได้อย่างประหลาด ลมจากธรรมชาติมันบริสุทธิ์เสมอ
ชีวานนนท์ปั่นข้ามสะพานไม้ที่ทอดขวางลำห้วยไปยังทุ่งนั้นและมุ่งหน้าไปยังกระท่อมใกล้ ๆ เพราะเขาเจอคนรู้จัก ลุงจวบหรือพ่อไอ้จุกนั่นเอง

  " ลุงจวบ...หวัดดีคับ "

 ชีวานนท์เอ่ยทักพร้อมยกมือไหว้ขณะจอดจักรยานไว้ข้างกระท่อม ส่วนรามิล นั้นยืนทำหน้าเหมือนตกใจอะไรบางอย่างอยู่และไม่ยอมเดินเข้าไปพร้อมกัน

 " เออ... มาแล้วเรอะเจ้าลิง ไหนวันนี้เอาอะไรมากินบ้างให้ลุงดูหน่อยสิ "
  " หลายอย่างเลยลุง ผมเอามาเผื่อลุงด้วยเพราะคิดว่ายังไงก็ต้องเจอลุงแน่ ๆ แล้ว...พ่อผมละคับ "

พลางส่งย่ามไปให้ลุงจวบสำรวจ

 " วันนี้พ่อเอ็งไม่มาเลยฝากควายมากับลุง ควายเอ็งอยู่นู่นแหน่ะ "

 ลุงจวบชี้ไปทางริมบึงอีกฝั่งแล้วลงมือสำรวจอาหารต่อ ชีวานนท์มองตามแล้วหันไปทางรามิลด้วยสงสัยว่าทำไมไม่เข้ามาพร้อมตน จึงเห็นว่ารามิล กำลังกวักมือเรียกเขาอยู่

  ' เป็นอะไรของมันว่ะ '  

ชีวานนท์นึกบ่นในใจขณะเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปหารามิล

 " เอ็งเป็นอะไรว่ะทำหน้าอย่างกับปวดอึ... แล้วทำไมไม่เข้าไปที่กระท่อม "

 เสียงหงุดหงิดเอ่ยขึ้นเมื่อมาใกล้

 " น้าคนนั้นเป็นพ่อของเพื่อนสนิทนายใช่ไหม ? "

ชีวานนท์มองหน้ารามิลด้วยความตกใจพลางลากร่างบางนั้นขยับออกห่างจากกระท่อมแล้วลดเสียงลงให้พอได้ยินสองคน

  " เอ็งรู้ได้ยังไง ข้าไม่เคยเล่าให้เอ็งฟังเลยนะ "
 " เอ่อ... เอาเป็นว่าเราบอกนายตอนนี้ไม่ได้ก็แล้วกัน นายตอบเราแค่ว่าใช่หรือไม่ก็พอ ตกลงไหม?! .. "

 รามิลทำหน้าจริงจังขณะชีวานนท์ชั่งใจชั่วอึดหนึ่งก่อนจะพยักหน้าแทนคำตอบ

 " เพื่อนนายตายเพราะไข้เลือดออกใช่ไหม? "
 " เอ่อ...ใช่ "
 " แล้วแฟนน้าคนนั้นแกมีโรคประจำตัวใช่ไหม "
 " ก็ใช่อีกนั่นแหละ "
"  งั้นนายไปบอกให้น้าคนนั้นมาตรงนี้หน่อยสิเรามีอะไรจะบอกน้าเขา "
 " ทำไมไม่เข้าไปหาลุงข้าเองล่ะ ให้ผู้ใหญ่มาหามันน่าเกลียดไอ้นี่... "
 " เอาน่าเรามีเหตุผลที่ต้องทำแบบนั้นนายแค่บอกว่าถ้าอยากได้เงินไปรักษาเมียให้แกมาตรงนี้ "
 " ข้าละไม่เข้าใจเอ็งเลยให้ตายสิ "

 แต่ชีวานนท์บ่นแต่ก็ยอมทำตาม
 รามิลส่งยิ้มให้ลุงจวบเมื่อมาถึงพร้อมยกมือไหว้ขอโทษ

 " มิลขอโทษนะครับที่ต้องให้น้าเป็นฝ่ายมาหามิล แต่มิลไม่อยากให้คนอื่นรู้นะครับ "

ลุงจวบพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเข้ม

  " เอ็งมีอะไรจะบอกข้าเรอะไอ้หนูแล้วทำยังไงข้าถึงจะมีเงินไปรักษาเมียข้า "

  ท่าทางของลุงจวบดูไม่เชื่อถือในตัวรามิลนักแต่หลังจากที่ลุงจวบได้ถามบางอย่างเพิ่มเติม ท่าทีนั้นจึงเปลี่ยนไป ก่อนรามิลจะเขียนบางอย่างบนพื้นและลบออกโดยไว พร้อมกำชับว่า

  " น้าจะเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่น้านะครับ แต่ห้ามบอกใครเด็ดขาดว่ารู้มาจากไหนและไม่ต้องตอบแทนมิลสัญญาได้ไหมครับ "

 ลุงจวบเห็นว่าไม่มีอะไรจะเสียลองเชื่อเจ้าเด็กนี้ดูสักตั้งก็คงไม่เป็นไร จึงรับปากไปส่ง ๆ 
จากนั้นเด็กน้อยทั้งสองจึงไปเล่นซนตามประสา ทิ้งให้ลุงจวบยืนคิดอะไรบางอย่างต่อ เขามองดูชีวานนท์และรามิลที่กำลังขึ้นหลังควายแล้วทำให้นึกถึงลูกชายของตนยิ่งนัก ลุงจวบถอนใจก่อนจะเดินไปนั่งที่กระท่อมและกินอาหารที่ชีวานนท์เอามาฝาก
 
✤✤✤✤✤✤✤✤✤

วันพุธที่ 17 เมษายน 2539 ขึ้น 1 ค่ำเดือน 6

และแล้ววันชี้ชะตาก็ผ่านพ้นไปไม่มีงานเลี้ยงฉลองใด ๆ เกิดขึ้นที่บ้านลุงจวบ แต่ที่วัดนั้น....
ลุงจวบรีบไปหาชีวานนท์ที่วัดแต่เช้า เมื่อชีวานนท์กินข้าวเสร็จแกจึงรีบปรี่เข้าไปหาทันที

 " เจ้าลิง ๆ ! เพื่อนเอ็งคนนั้นอยู่ไหนว่ะ "

เสียงนั้นตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด

 " มันยังไม่มาเลยลุง สาย ๆ นู่นและ แล้ว...ลุงถูกหวยไหม? "

 ชีวานนท์กระซิบถามที่หู ลุงจวบยิ้มกว้างแทนคำตอบก่อนจะพูดว่า

 " ถ้าอย่างนั้นลุงฝากผลไม้นี่ไว้ให้ไอ้หนูคนนั้นด้วยนะ เดี๋ยวลุงต้องรีบพาเมียไปหาหมออาการมันไม่ค่อยดีเลย บอกเพื่อนเอ็งด้วยนะว่าลุงขอบคุณมาก ๆ "

ลุงจวบพูดด้วยน้ำตานองหน้าเพราะรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของรามิลจนหาที่เปรียบไม่ได้ ขณะหลวงตาเดินเข้ามา

  " เอ็งห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้เด็ดขาดนะไอ้จวบ..เข้าใจไหม? "
 " ครับหลวงตาผมรับปากไอ้หนูคนนั้นไว้แล้วครับ งั้นผมลาตรงนี้เลยนะครับเดี๋ยวจะไม่ทันรถ นมัสการครับหลวงตา "
" เจริญพร "

หลวงตาหันมาทางชีวานนท์

 " เจ้าลิงทะโมนตามหลวงตามา " 
 " ครับ "

 หลังจากหลวงตาเรียกไปคุยแล้ว ชีวานนท์มารอรามิลที่เดิม วันนี้เขามีติวหนังสือกัน
 สักพักใหญ่รามิลจึงมาถึงพร้อมกับหวานเย็นและขนมอีกสองสามอย่าง
จากนั้นทั้งสองจึงไปยังร่มไม้ที่เจอกันครั้งแรก ระหว่างทางนั้นชีวานนท์ได้บอกเรื่องที่ลุงจวบฝากผลไม้และคำขอบคุณมาให้

 " ถึงซักที! "
 " นายลิงแล้วเราจะนั่งตรงไหนกันล่ะ "

เจ้าลิงไม่ตอบแต่สายตานั้นมองไปที่เถาวัลย์ เป็นอันรู้กันว่าคืออะไรก่อนเจ้าลิงจะเอ่ยว่า

 " ใครขึ้นช้าเป็นหมา "

เพียงเท่านั้นทั้งสองจึงแย่งกันขึ้นเป็นพัลวัน

 " ฮา ๆ นายลิงหมา ฮา ๆ "

 รามิลยิ้มเยาะ พลางทำหน้าระรื่นแกว่งเท้าอย่างสบายใจกับชัยชนะของเขา

 " เอ็งโกงข้านี่หว่า "
 " โกงอะไรกัน นายช้าเองต่างหาก แพ้ก็ยอมรับว่าแพ้สิ ไม่เห็นจะน่าอายเลย ลูกผู้ชายมันต้องยอมรับความจริง ๆ ไหม มา! ส่งมือมาสิ "

 รามิลยื่นมือดึงชีวานนท์ให้ขึ้นมานั่งด้วยกัน

  " ไว้คราวหน้าเอ็งรอรับความพ่ายแพ้ได้เลย " 
"  งั้นเราว่า คงต้องรออีกนานแน่ ๆ ฮา ๆ ๆ เอาละๆ มาอ่านหนังสือกันต่อดีกว่า "
  " อื้ม...เออไอ้มิล...เห็นท่าทางเอาจริงเอาจังของเอ็งแล้วข้าคิดถึงไอ้จุกว่ะ มันเรียนเก่งเหมือนเอ็งนี่แหล่ะแต่ไอ้นั่นมันอ่อนแอ ผิดกับเอ็งเห็นตัวเล็ก ๆ แต่แรงเยอะชิบเป๋ง ดึงข้าขึ้นมาได้สบาย ๆ "
 " หรอ? แน่อยู่แล้วล่ะ นายรู้ไหมเพราะเราตัวเล็กแถมยังดูบอบบางเหมือนผู้หญิงก็เลยโดนเพื่อนผู้ชายแกล้งบ่อย ๆ "

รามิลเหม่อไปข้างหน้าในแววตานั้นแฝงความหม่นหมองอยู่ก่อนจะหันมาสบตากับชีวานนท์

" ลึก ๆ แล้วเราไม่ชอบรูปร่างหน้าตาแบบนี้ของตัวเองนักหรอก แต่ทำไงได้มันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้วนี่นะ. "

 รามิลเงยหน้ามองฟ้าส่งยิ้มไปให้ก้อนเมฆที่ลอยอยู่บนนั้นก่อนจะหันมาสบตากับชีวานนท์ตามเดิม

 " เราจึงต้องทำตัวเองให้เข้มแข็งจะได้ไม่โดนใครรังแกอีก เพราะถ้าเราอ่อนแอเราก็ต้องอยู่ใต้อาณัติของคนอื่นและเดินตามก้นพวกนั้นไปตลอดแต่ถ้าเราอยากเป็นผู้นำก็ต้องเก่งและเข้มแข็งกว่า "

รามิลพูดด้วยแววตามุ่งมั่น ชีวานนท์มองเขาด้วยความชื่นชมแต่ลึก ๆ เขารู้สึกสะท้อนใจแปลก ๆ

 " เอ็งคงจะผ่านอะไรแย่ ๆ มาเยอะสินะ ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ว่าเอ็งจะเข้มแข็งขนาดนั้น "

ชีวานนท์เอามือจับบ่ารามิลอย่างจะแสดงความเห็นใจ

 " จะว่ามันแย่ทั้งหมดก็ไม่ใช่หรอก มันก็มีดีอยู่นะ "

ชีวานนท์ขมวดคิ้วสงสัย

" ก็ทำให้เข้มแข็งไวขึ้นไง ตอนนี้ไม่มีใครกล้าแหยมกับเราแล้วล่ะ "
" อื้ม! แล้วอานงอานัดนี่มันญาติใครว่ะ ข้าฟังแล้วงง  ๆ "
" ฮา ๆ มันคนละคำกัน... ช่างมันเถอะ มาอ่านหนังสือกันดีกว่าเมื่อวานนายถึงไหนแล้ว... " 

การได้ฟังเรื่องนี้ทำให้ชีวานนท์ได้รู้จักรามิลอีกด้านหนึ่ง และเข้าใจว่าภายใต้ความสดใสที่เขาเห็นนั้น มันไม่ได้งดงามเสมอไป และรามิลมีความเข้มแข็งกว่าที่เขาคิดไว้หลายเท่านัก

แล้วชั่วโมงวิชาการก็เริ่มขึ้น
หลังจากนั้นครู่ใหญ่ ขณะที่พักกินขนมและผลไม้กันอยู่

  " อ๊าเมื่อยจัง!...ไอ้มิลข้าขี้เกียจแล้วว่ะ หาอะไรสนุก ๆ ทำกันดีกว่า " 

 ตาคมนั้นฉายแววมีแผนซึ่งแน่นอนว่าแต่ละแผนของเขานั้นชวนเจ็บตัวทั้งนั้น

 รามิลเดินมองเมฆที่ลอยบนฟ้า พลางคิดอะไรเพลิน ๆ ก่อนจะลดสายตามองแผ่นหลังของชีวานนท์ซึ่งเดินนำหน้าเขาไปตามคันนา ชีวานนท์ไม่ยอมบอกว่าจะพาเขาไปไหนแต่รามิล รู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ

 " เอ้อ! ไอ้มิลข้าว่าจะถามเอ็งนานแล้วไอ้ที่เอ็งห้อยกระเป๋าไว้มันตัวอะไรว่ะ "

เจ้าลิงเอ่ยขึ้นขณะเดินเอาไม้ปัดซังข้าวข้างคันนาอย่างสบายอารมณ์

 " อ๋อ! นี่หรอ เค้าเรียกว่า คิวปิ๊ด หรือกามเทพ ที่แผลงศรรักปักอกให้คนรักกันไง "

รามิลจับพวงกุญแจที่ห้อยกระเป๋าอยู่ด้วยรอยยิ้ม

 " เหมือนที่ทำให้พ่อกับแม่ข้ารักกันงี้หรอ? "
 " ฮา ๆ ก็... คงทำนองนั้นมั้ง "
 " แล้วทำไมเอ็งต้องสะพายกระเป๋าตลอดเวลาด้วยว่ะ ไม่เกะกะรึ? "
 " ไม่หรอกชินแล้ว เราสะพายแล้วรู้สึกอุ่นใจเหมือนมีป๊ากับม๊าอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลานะ เพราะกระเป๋าใบนี้ป๊าซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดครบ 5 ขวบ ส่วนพวงกุญแจอันนี้ม๊าให้ตอนเราอายุครบ 1 ขวบ "

 พูดจบรามิลเอื้อมมือไปสะกิดไหล่ชีวานนท์ให้หันมา ก่อนจะเอ่ยถามเสียงสดใส

 " นี่นายลิง!... เราก็มีเรื่องอยากถามนายเหมือนกัน ห้ามตอบกวนด้วยนะ "
  " ทำเป็นดักคอข้านะ...ไม่กี่วันรู้ทันข้าแล้วเรอะ อย่างนี้ก็ไม่สนุกสิว่ะ เหอะ ๆ ... แล้วเอ็งจะถามอะไรล่ะ ตอบได้ข้าก็จะตอบ แต่ถ้าตอบไม่ได้ก็จะ....พยายามละกัน "  

  ชีวานนท์หันมายิ้มเผล่ทำหน้ากวนโอ๊ยก่อนจะหันกลับแล้วออกเดินต่อ รามิลจึงถามขึ้น

" ทำไมนายถึงได้มาอยู่วัดล่ะ "

ชีวานนท์หยุดเดินตาเหม่อไปข้างหน้าและเงียบไปครู่หนึ่ง มันเหมือนไปจี้จุดในใจเขา ก่อนชีวานนท์จะตอบเสียงหม่น

 " ก็คงเพราะว่าข้าซนเป็นลิงมั้ง แล้วก็เป็นเด็กเกเรในสายตาของทุกคนด้วย เอ็งเชื่อไหม...ก่อนที่ข้าจะได้มาอยู่วัดข้าเกือบทำไฟไหม้บ้านด้วยนะ อาจจะเป็นเพราะเรื่องนี้ด้วยมั้งพ่อกับแม่ข้าจึงส่งมาให้หลวงตาช่วยกำราบ " 

รามิลเอื้อมมือไปจับไหล่ชีวานนท์แล้วบีบเบา ๆ เหมือนจะให้กำลังใจแล้วพูดขึ้นว่า

 " เราว่าพ่อกับแม่นายคงมีเหตุผลที่มากกว่านั้นแน่ บางทีตอนนี้นายอาจจะยังไม่เข้าใจแต่พอโตขึ้นคงจะเข้าใจพวกท่านเองแหละ "

ชีวานนท์หันมาสบตารามิล

 "  อื้มข้ารู้ เพราะข้าสนิทกับพ่อแม่ข้ามาก และข้าดีใจมากที่สุดที่ได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อกับแม่ แต่ข้าว่ามาอยู่วัดก็ดีนะ เงียบดี...ข้าชอบ "

 ชีวานนท์เลิกคิ้วให้รามิลยิ้มและพูดด้วยน้ำเสียงสดใสขึ้น ก่อนเขาจะนิ่งไปพักหนึ่งพร้อมกับสูดลมเข้าปอดลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมออกเบา ๆ และพูดขึ้นช้า ๆ ว่า

 " อีกอย่างข้าถ้าไม่ได้มาอยู่ที่นี่ก็คง...ไม่ได้เจอเอ็ง "

พูดพร้อมกับประคองบ่าของรามิล น้ำเสียงนั้นฟังดูหวานซึ้งมากทีเดียวสำหรับคนที่ได้ฟัง
 ชีวานนท์ส่งตาคมจ้องลึกเข้าไปในตาสีหวานของรามิล รอยยิ้มที่เขายิ้มอยู่นั้นรามิลไม่อาจจะเข้าใจได้รวมทั้งประกายระริกในตานั้นด้วย
รามิลรู้สึกเขินจนทำตัวไม่ถูกจึงเสหน้าไปทางอื่นก่อนชีวานนท์จะปล่อยมือแล้วหันไปก้าวเดินต่อด้วยความรู้สึกที่เขาเองก็ไม่เคยเป็นมาก่อน

   ' นายทำตัวแปลกขึ้นทุกวันนะนายลิงดำ นายทำให้เรารู้สึกเหมือนกับ...นายกำลังบอก " รัก " เราเลยนะ หา! บอกรักหรอ?! ไม่จริง!..เราคิดอะไรอยู่เนี่ย เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว '

 รามิลฟุ้งซ่านคนเดียวในใจพร้อมกับหัวใจที่เต้นแรงขึ้นทุกที ๆ ก่อนจะสะบัดหน้าไล่ความคิดนั้นออกไป ก่อนชีวานนท์จะพูดขึ้น

  " อืม ... ไอ้มิลข้าว่าเอ็งนี่มีอะไรน่าสนใจเยอะดีว่ะ ผิดกับข้า เรียนก็ไม่เก่งแถมยังไม่มีคนคบอีก "

 ชีวานนท์เหลียวมองมาด้านหลังขณะรามิลเดินกุมมือก้มหน้างุดด้วยรู้สึกเขินอย่างไม่มีเหตุผล

 " เอ่อ...นายคิดยังงั้นหรือ "
" อื้มใช่ ข้าคิดแบบนั้น "

  ชีวานนท์ตอบเสียงมั่นคง รามิลได้ยินดังนั้นเขาจึงเงยหน้าขึ้นพูดว่า

" แต่เราว่านายก็มีอะไรน่าสนใจเหมือนกันนะ หลาย ๆ อย่างนายคงไม่รู้ตัวเองหรอก และถ้าเรียนไม่เก่งก็เอาดีด้านอื่นสิ นายเล่นกีฬาหรือดนตรีเป็นไหมล่ะ คนเรามันต้องมีดีสักอย่างในตัวทุกคนอยู่แล้วเชื่อเราสิ อย่างเราถึงจะเรียนดีก็จริงแต่กีฬาไม่ได้เรื่องสักอย่าง ดนตรีก็พอกล้อมแกล้ม แล้วก็ถ้าอยากมีคนคบเราก็ต้องเปิดใจรับคนอื่นเข้ามาก่อนแล้วก็ปรับตัวเข้าหา ไม่มีใครที่สามารถอยู่คนเดียวได้โดยไม่พึ่งพาคนอื่นหรอกนายลิง... "

  ชีวานนท์หยุดเดินพลางหันขวับมาหารามิล มันทันทีทันใดเสียจนรามิลนั้นตกใจ

 ' ใช่ที่เอ็งพูดมามันถูกทุกอย่าง '

ชีวานนท์เห็นด้วยในใจ

 " ไม่ต้องทำหน้าชื่นชมเราขนาดนั้นก็ได้ เราจำป๊ากับม๊ามาอีกทีน่ะ แห่ะ ๆ ๆ "
 " ขอบใจมากนะไอ้มิลที่เอ็งเป็นเพื่อนกับข้า เอ็งทำให้ข้าเข้าใจอะไรหลายๆ อย่างรวมทั้งตัวข้าเองด้วย ต่อไปข้าจะปรับตัวเข้าหาคนอื่นให้มากขึ้น "

 พลางเชยคางของรามิลและส่งสายตาคมประสานกับตาหวานนั้นเพื่อสื่อความในใจอีกครั้ง( ชีวานนท์ทำซึ้งอีกแล้ว ) ทันใดนั้นเอง!!!!

  " โอ๊ย! "

รามิลทรุดตัวลงนั่งด้วยอาการเจ็บปวด ชีวานนท์เข้าประคองทันทีด้วยความตกใจ!

  " เอ็งเป็นอะไรว่ะ?! ไอ้มิล ...ปวดท้องรึ? หรือเจ็บตรงไหน บอกข้าสิ ! "

 ชีวานนท์เป็นห่วงรามิลอย่างเห็นได้ชัด แต่

 " แฮ่ ! อ่ะล้อเล่น... เราแค่อยากจะลองใจนายดู จริง ๆ แล้วนายเป็นคนจิตใจดีคนหนึ่งเลยนะเรารู้สึกได้ ถ้านายเข้าใจตัวเองนายก็จะเข้าใจคนอื่นเหมือนกัน "
" เอ็งนี่นา... เล่นเอาข้าตกใจหมด อย่าทำอยางนี้อีกรู้ไหมข้าใจคอไม่ดี ข้าไม่อยาก...เสียเพื่อนดี ๆ ไปอีก.. "

ชีวานนท์เอามือลูบหัวรามิลแผ่วเบา ก่อนจะเลื่อนมือไปโอบที่คอแล้วประสานสายตา มีความนัยน์อยู่ในนั้นมากมาย ทันใดนั้น! ไม่ทันที่รามิลจะตั้งตัว

 " โอ๊ย! นายลิงเล่นอะไรเนี่ย เราเจ็บนะ เอามือออกก่อน ค่อก ๆแค่ก ๆ "
 " แกล้งข้าดีนักใช่ไหม นี่แน่ ป่ะ... ไอ้เพื่อนรัก จะถึงที่หมายแล้ว "

ชีวานนท์เอาแขนรัดคอหลวม ๆ แล้วดึงร่างบางนั้นมาแนบอกฉุดลุกขึ้นกึ่งลากกึ่งดึงไปบนคันนา จนรามิลเดินไม่ถนัดแต่ก็ยอมไปในสภาพนั้นเพราะตัวเขาเองนั้นลึก ๆ แล้วรู้สึกอยากใกล้ชิดกับชีวานนท์อย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน

สักครู่หลังจากนั้นเด็กชายทั้งสองมาหยุดที่ใต้ต้นตระแบกใหญ่ซึ่งแตกกิ่งก้านสาขาแผ่ออกไป หากแต่ใบนั้นหลุดร่วงเสียเกือบหมด และนั่นทำให้เห็นรังผึ้งชัดเจน ทันใดนั้น!
  รามิลหลับตาปี๋เมื่อผึ้งฝูงใหญ่บินเข้ามารุมที่ร่างเขาเหล็กในนับไม่ถ้วนฝังลงที่ผิวบางนั้นจนเจ็บปวดลงไปดิ้นกับพื้นไม่นานนักร่างบางนั้นก็นิ่งไป

" ไอ้มิล ๆ ๆ เฮ้ย! เป็นอะไร...ทำไมยืนหน้าซีดอย่างนั้นว่ะ "

ชีวานนท์เขย่าตัวรามิลเมื่อเห็นอาการของเขาและนั่นทำให้รามิลหลุดจากภาพที่เห็นเมื่อสักครู่

" นายลิง เราว่าเลิกล้มความคิดนี้เถอะ ผึ้งมันต่อยเจ็บนะ เรากลับกันเถอะไปเล่นอย่างอื่นดีกว่านะ ๆ เชื่อเราเถอะนะ เราขอร้อง "

 รามิลเอ่ยเสียงหวั่นขณะดึงแขนชีวานนท์ให้กลับ ใบหน้านั้นซีดยิ่งกว่าเดิมพร้อมกับหลับตาปี๋เหมือนกลัวอะไรบางอย่าง แต่ชีวานนท์กลับเข้าใจว่ารามิลอาจแกล้งเขาซ้ำอีก
 
" จุ๊ ๆๆ เบา ๆ สิไอ้มิล เอ็งนี่ปอดแหกจริง คิดจะอำข้าอีกละสิ ไหนเอ็งบอกว่าถ้าอยากเป็นผู้นำเราต้องเก่งและเข้มแข็งกว่าไง ถอยไปๆ เดี๋ยวข้าจะแสดงให้ดูว่าผู้นำเป็นยังไง เหอะ ๆ ๆ เออ!..คอยดูหลวงตาไว้ด้วยนะ "

  ชีวานนท์ออกคำสั่งเสร็จสรรพไม่สนใจคำเตือนของรามิลแม้แต่น้อย  ถึงแม้รามิลจะยังกลัวกับภาพที่เห็นแต่เขาก็ทิ้งเพื่อนไว้คนเดียวไม่ได้เหมือนกัน ได้แต่ยืนบีบมือตนเองด้วยความกังวลผิดปกติ
  รามิลกำลังจะวิ่งไปดึงแขนชีวานนท์เพื่อห้ามไว้แต่ไม่ทันแล้ว!

  โพล๊ะ!!!!!  หึ่งงงงงงง.........

 ฝูงผึ้งแตกฮือทันทีที่ท่อนไม้กระทบรัง และมุ่งหน้ามายังเด็กน้อยทั้งสองอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องคิดชีวานนท์วิ่งเข้ามาดึงมือของรามิลวิ่งหน้าตั้งทันที

 " ไอ้มิล วิ่งเร็ว!!!! "
 " นายลิงระวังหลุม โอ๊ย ! "

ทั้งสองล้มหน้าคมำไปกับพื้น
 หึ่ง ๆๆๆๆๆ
ฝูงผึ้งบินตามมาติด ๆ ชีวานนท์โงหัวเหลียวกลับไปดู ไวเท่าความคิดเขาเลื่อนตัวไปทับร่างรามิลไว้แล้วกระชับเข้ามาแนบอก เบี่ยงตัวเองบังฝูงผึ้งที่ใกล้เข้ามาทุกที

  หึ่ง ๆๆๆๆๆ

  ฝูงผึ้งบินเข้ามาใกล้อีกจะมีใครมาช่วยพวกเขาได้ทันไหมนะ?!
 หึ่ง ๆๆๆๆๆ  ไม่ทันการณ์แล้วพวกมันมาถึงแล้ว!! รีบลุกวิ่งหนีสิ ...

วิ้งงงงงง!!!!!

 พลัน! ปรากฏแสงสีทองครอบตัวเด็กทั้งสองไว้  เหนือแสงนั้นมีภาพลางเลือนของหญิงสาวคนนั้นปรากฏอยู่ และแล้วฝูงผึ้งได้บินหายไปพร้อมๆ กับหญิงสาวลึกลับและแสงประหลาดนั้นด้วย โชคดีโดยแท้...

'  เสียง หึ่ง ๆ หายไปแล้ว '

ชีวานนท์รำพึงในใจ ก่อนทั้งคู่จะผละออกจากกันแล้วค่อยๆ คลี่ตามองหาฝูงผึ้งเมื่อสักครู่

'  มันหายไปไหนหมดนะ '

รามิลนึกสงสัยพร้อมกับสำรวจดูร่างกายตนเองแต่กลับไม่มีรอยแผล รามิล หน้าแดงซ่านเมื่อได้สติ ในขณะที่ชีวานนท์เองก็ไม่ต่างกัน พลางทำเป็นเกาหัวเกรียนแก้เขิน แล้วถามด้วยความห่วงใยว่า

" เอ็งไม่เป็นไรใช่ไหม ไอ้มิล? "

 รามิลเพียงอืมในลำคอเป็นการตอบพลางหลุบตาลงต่ำเพื่อหนีตาคมที่จ้องอยู่ แต่ก็ต้องตกใจเบิกตาโพลงจนลูกตาแทบหลุดจากเบ้า

  " นายลิงขานายเลือดออก !! "

 ณ ตอนนั้นเองที่เขารู้สึกถึงความปวดแสบ

 " โอะ โอย ....แสบ ๆ "
"  ไหนเราดูสิ เลือดไหลใหญ่เลย ...อ๋อ..แผลเก่านั่นเอง ค่อยยังชั่วเราตกใจหมดเลย นึกว่าโดนอะไรบาดซะอีก เจ็บมากไหม? "

 รามิลหยิบผ้าเช็ดผ้ามาซับเลือดที่แผล ให้ แต่แท้จริงแล้วชีวานนท์แทบไม่รู้สึกเจ็บด้วยซ้ำแต่พอเห็นสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยของรามิลจึงได้ใจใหญ่

 " โอ๊ย! ขาข้า แสบมากเลยว่ะ ข้ากลัวเลือดไอ้มิล ข้าจะเป็นลมอยู่แล้ว อูย ๆ แสบ ๆ "

 แต่หารู้ไม่ว่าตนเองนั้นทำไม่เนียน เพราะคิดอะไรในใจก็แสดงออกมาทางสีหน้าจนหมด ให้มันได้อย่างนี้เจ้าลิงเอ๊ย! รามิลลุกเดินหนีไปด้วยรอยยิ้ม ทิ้งให้ชีวานนท์นั่งงงอยู่อย่างนั้น ก่อนเขาจะหันแล้วตะโกนมาว่า

" เจอกันสิ้นเดือนนะนายลิง รอเราด้วยนะ เราจะกลับมาเอาผ้าเช็ดหน้านั่นคืนด้วย สัญญาสิว่าจะรอเรา "
 " ได้ข้าสัญญา ข้าจะรอเอ็ง! "

  ชีวานนท์ตะโกนให้คำมั่นด้วยรอยยิ้ม

  ใช่แล้วรามิลบอกชีวานนท์ไว้ว่า พรุ่งนี้เขาต้องกลับไปเมืองจนถึงสิ้นเดือนจึงจะกลับมาบ้านยายใหม่
มันคงเป็นการรอคอยที่ยาวนานหากแต่มีความสุขเท่าที่เขาเคยรอมา
 ความรู้สึกแปลกประหลาดปะทุขึ้นในใจของเขาทั้งสองพร้อม ๆ กัน
ชีวานนท์ลุกวิ่งตามจนทันสักพักรามิล จึงเอ่ยลากลับบ้าน ชีวานนท์ปั่นจักรยานไปส่งรามิลที่หน้าวัด ก่อนจะลงมายืนรอส่ง รามิลหันมาส่งยิ้มหวานอย่างที่ชีวานนท์ไม่เคยเห็นมาก่อนและภาพนั้นติดตาเขาจนไม่อาจลืมได้ ชีวานนท์ยืนมองตามหลังด้วยรอยยิ้มจนร่างนั้นลับตาไป เขามองดูผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดในมือด้วยความรู้สึกสุขใจอย่างประหลาด

 " ข้าจะซักให้สะอาดและไว้รอเอ็งมาเอานะ "

ชีวานนท์พูดกับผ้าเช็ดหน้านั้น


      รามิลปั่นจักรยานกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่เป็นสุขในหัวใจ
ด้วยวัยของเขา จึงไม่อาจเข้าใจความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้ แต่หนูน้อยทั้งสองคงจะเข้าใจมันในสักวันเมื่อพวกเขาเจริญวัยขึ้น

  ✤✤✤✤✤✤✤✤✤




     รามิลยิ้มจาง ๆ ให้กับตัวหนังสือบนหน้ากระดาษ ก่อนเปลี่ยนสีหน้าเป็นหม่นลง

'  จากวันนั้นมาก็ 17 ปีแล้วสินะ มันคงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดจริงใช่ไหมที่เราสองคนได้มาพบกัน แล้วเราจะรอวันที่จะมีช่วงเวลาดี ๆ แบบนั้นด้วยกันอีกนะ นายลิงดำ '

รามิลเหม่อออกไปทางหน้าต่างขณะลมหนาวพัดผ้าม่านบางปลิวสะบัดช้า ๆ เช่นเดียวกับความคิดของเขาค่อย ๆ ลอยออกไปไกลแสนไกล พร้อม ๆ กับแสงแรกของวันใหม่ยิ้มทักทายโลกที่เขาและเพื่อนคนนั้นอาศัยอยู่ด้วยกัน





 (◕‿◕❀)(◕‿◕❀)(◕‿◕❀)


 อ่านจบแล้วคอมเม้นท์เป็นกำลังให้ผมด้วยนะครับ